ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2563

ฎีกาที่ 1473/2563

หลักกฎหมาย

พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการเดิม ที่รัฐต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายบำเหน็จบำนาญของข้าราชการประจำทุกปี ซึ่งไม่มีการกันเงินสำรองไว้ล่วงหน้าสำหรับจ่ายบำเหน็จบำนาญในอนาคต ให้มีระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการใหม่ โดยการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญและให้ประโยชน์ตอบแทนการรับราชการแก่ข้าราชการเมื่อออกจากราชการ และเพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ และจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นให้แก่ข้าราชการที่เป็นสมาชิกกองทุน เงินสมทบ เงินชดเชย เงินประเดิม ตามมาตรา 5 วรรคสอง และผลประโยชน์ตอบแทนเงินดังกล่าว จึงถือเป็นรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันกับบำนาญบำเหน็จของข้าราชการ และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302 (2)

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสืบเนื่องมาจาก ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 334 รวมจำคุก 1 ปี 12 เดือน จำเลยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ โดยผู้ร้อง นางจรัญญาและนางคำมีทำสัญญาประกันในวงเงินสี่แสนบาท แต่จำเลยมิได้ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ และมีหมายแจ้งให้ผู้ประกันทั้งสามส่งตัวจำเลย ผู้ประกันทั้งสามไม่สามารถส่งตัวจำเลยได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งปรับผู้ประกันทั้งสามตามสัญญาประกันในวงเงิน 400,000 บาท ผู้ร้องโดยนายคีตกานต์ ผู้รับมอบอำนาจยื่นคำร้องว่า เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบิ๊กซี แจ้งวัฒนะ เลขที่ 247-2-12xxx-x จำนวน 650,172.51 บาท ของผู้ร้อง เป็นเงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ จำนวน 639,591.90 บาท และเงินเดือน จึงไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี ผู้ร้องเจ็บป่วยต้องใช้เงินจำนวนดังกล่าวในการรักษา ขอผ่อนชำระค่าปรับเป็นงวด เดือนละ 3,000 บาท โดยขอให้หักเงินจำนวน 30,000 บาท จากบัญชีเงินฝากของผู้ร้องทุกวันที่ 15 ของเดือน และงวดต่อไปจะชำระเมื่อชำระงวดแรกแล้วขอให้ศาลงดการบังคับคดีไว้ชั่วคราว ถอนการอายัดเงินฝากของผู้ร้อง และบังคับคดีแก่ผู้ประกันร่วมต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อปรากฏว่าศาลได้อายัดบัญชีของผู้ร้องและมีเงินอยู่จำนวนที่ผู้ประกันทั้งสามต้องร่วมรับผิด จึงไม่มีเหตุให้ผู้ร้องผ่อนชำระค่าปรับเป็นงวด และแม้จะมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเงินดังกล่าวว่าอยู่ในข่ายบังคับคดีได้หรือไม่ก็ตาม แต่เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ จึงให้มีหนังสือแจ้งธนาคารให้ส่งเงินตามยอดเงินที่ผู้ประกันทั้งสามต้องร่วมรับผิด หลังส่งเงินให้ศาลแล้วให้ธนาคารถอนการอายัดบัญชีได้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 17127 จังหวัดแพร่ ให้มีหนังสือแจ้งศาลจังหวัดแพร่ให้งดการขายทอดตลาดไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ผู้ร้องถึงแก่ความตาย นายคีตกานต์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ร้องยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ถอนการอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบิ๊กซี แจ้งวัฒนะ ของผู้ร้อง ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบิ๊กซี แจ้งวัฒนะ เลขที่ 247-2-12xxx-x ของผู้ร้องจำนวน 650,172.51 บาท เป็นเงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ จำนวน 639,591.90 บาท และเงินเดือนของผู้ร้อง เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2560 ศาลชั้นต้นออกหมายแจ้งคำสั่งให้ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ส่งเงินจำนวน 400,000 บาท จากบัญชีเงินฝากของผู้ร้องเพื่อชำระค่าปรับต่อศาลชั้นต้น และธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ได้ส่งเงินจำนวนดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นแล้ว ตามใบเสร็จรับเงินในราชการศาลยุติธรรม ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 ในสำนวน คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า เงินในบัญชีเงินฝากของผู้ร้องอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการเดิมที่รัฐต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายบำเหน็จบำนาญของข้าราชการประจำทุกปี ซึ่งไม่มีการกันเงินสำรองไว้ล่วงหน้าสำหรับจ่ายบำเหน็จบำนาญในอนาคต ให้มีระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการใหม่ โดยการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญ และให้ประโยชน์ตอบแทนการรับราชการแก่ข้าราชการเมื่อออกจากราชการ และเพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ และจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นให้แก่ข้าราชการที่เป็นสมาชิกกองทุน ดังปรากฏในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 และมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยทรัพย์สินของกองทุนประกอบด้วย (1) เงินสะสม (เงินที่สมาชิกสะสมเข้ากองทุน) เงินสมทบ (เงินที่รัฐบาลจ่ายสมทบเงินสะสม) เงินประเดิม (เงินที่รัฐบาลนำส่งเข้ากองทุนเพื่อจ่ายเพิ่มให้แก่ข้าราชการที่เลือกรับบำนาญ) เงินชดเชย (เงินที่รัฐบาลนำส่งเข้ากองทุนเพื่อจ่ายเพิ่มให้สมาชิกซึ่งรับบำนาญ) (2) เงินที่ได้รับจัดสรรตามมาตรา 72 งบประมาณรายจ่ายเป็นรายปี (3) ทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้ (4) เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามความจำเป็นเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกองทุน (5) รายได้อื่น และ (6) ดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 ซึ่งการควบคุมและการบริหารกองทุนตามมาตรา 12, 26 และ 84 บัญญัติให้คณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการมีอำนาจหน้าที่ (1) กำหนดนโยบาย และออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ และคำสั่งในการบริหารกิจการของกองทุน (2) กำหนดนโยบายการลงทุนของกองทุน (3) กำกับดูแลการจัดการกองทุน (4) ออกข้อบังคับว่าด้วยการปฏิบัติงานของเลขาธิการ และการมอบอำนาจให้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1473/2563 · ทนอย Thanoy