คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 14743/2558
หลักกฎหมาย
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง" ซึ่งมีความสัมพันธ์กับหลักเกณฑ์การบรรยายฟ้องของโจทก์ ตามกฎหมายดังกล่าวมาตรา 158 (5) ว่า "การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด..." เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกัน ก่นสร้าง แผ้วถาง และเข้ายึดถือหรือครอบครองบริเวณป่าสงวนแห่งชาติ...โดยจำเลยทั้งสองได้ใช้มีดพร้าเป็นอุปกรณ์ในการก่นสร้าง โค่นไม้จำนวนหลายต้น อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ และข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองใช้มีดพร้าตัดกิ่งไม้โยนเข้ากองไฟในที่เกิดเหตุ ประกอบกับภาพถ่ายสภาพที่เกิดเหตุลักษณะเป็นการแผ้วถางทำป่าให้เตียนเพื่อเข้ายึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในกรอบของข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถาง อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติชอบแล้ว การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ แผ้วถางที่เกิดเหตุ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ และในขณะเดียวกันยังร่วมกันทำไม้โดยตัดไม้ในที่เกิดเหตุโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียว จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เพราะเป็นความผิดสำเร็จในตัวเองทันทีที่ได้กระทำ แต่ลักษณะความผิดฐานร่วมกันทำไม้และยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ แผ้วถางอันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ กับความผิดฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เป็นการกระทำคนละคราวโดยอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดให้เกิดผลแตกต่างแยกต่างหากจากกัน โดยหลังจากที่ตัดไม้แล้วจำเลยทั้งสองมีเจตนามีไม้ที่ตัดไว้ในครอบครองย่อมเป็นการกระทำอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากจากการตัดไม้ แม้ว่าไม้ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันตัดและมีไว้ในครอบครองจะเป็นจำนวนเดียวกันก็ตาม จึงเป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 90ป.อ. 91ป.วิ.อ. 192พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 11พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 54พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 69พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 72 ตรีพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 73พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 14พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 31
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 138, 371, 91 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 7, 11, 54, 69, 72 ตรี, 73, 74 ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31, 35 ริบมีดพร้า 2 เล่ม ไม้ของกลาง และให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง และผู้แทนของจำเลยทั้งสองออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 69 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถาง อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน รวมจำคุกคนละ 2 ปี 3 เดือน ให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง และผู้แทนของจำเลยทั้งสองออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ ริบมีดพร้า 2 เล่ม และไม้ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 17 นาฬิกา นายณรงค์ หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าอำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับแจ้งจากราษฎรว่า มีกลุ่มบุคคลเข้าไปจุดไฟเผาป่า จึงพร้อมกับพวกเดินทางไปที่เกิดเหตุซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาพนมและป่าพลูเถื่อน มีการแผ้วถางและเผาป่าเป็นเนื้อที่ประมาณ 18 ไร่ และจับกุมจำเลยทั้งสองได้ในที่เกิดเหตุ สำหรับข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควร และข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ที่พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้อง ข้อ 2.ข. ว่า "จำเลยทั้งสองกับพวกได้บังอาจร่วมกัน ก่นสร้าง แผ้วถางและเข้ายึดถือหรือครอบครองบริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาพนม ป่าพลูเถื่อน...โดยจำเลยทั้งสองได้ใช้มีดพร้าเป็นอุปกรณ์ในการก่นสร้าง โค่นต้นไม้จำนวนหลายต้น อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ..." ข้อ 2.ค. ว่า "จำเลยทั้งสองกับพวกได้บังอาจบุกรุกเข้าไปทำไม้...ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. และข้อ 2.ง. ว่า "จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันมีไม้หวงห้ามที่จำเลยทั้งสองได้จากการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 2.ค. โดยยังไม่ได้แปรรูปไว้ในครอบครอง..." โดยไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองบังอาจจุดไฟเผาป่าและจะรับฟังว่าการเผาป่ารวมอยู่ในความหมายของการก่นสร้าง แผ้วถาง เข้ายึดถือหรือครอบครองก็ไม่ได้ เพราะความหมายของคำเหล่านั้นรวมทั้งคำว่า "ทำไม้" ไม่ได้รวมถึงการเผาด้วย โจทก์เพิ่งบรรยายเพิ่มเติมคำว่า "เผาป่า" ตามอุทธรณ์ของโจทก์ ข้อ 2.1 หน้า 11 บรรทัดที่ 10 และ 15 ข้อ 2.2 หน้า 12 บรรทัดที่ 6 และ 8 และหน้า 13 บรรทัดที่ 3 และ 9 ดังนั้น ที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยทั้งสองเก็บเศษไม้โยนเข้ากองไฟอันเป็นการเผาเศษไม้หรือที่โจทก์อ้างว่าเป็นการเผาป่านั้น จึงเป็นข้อเท็จจริงนอกเหนือคำฟ้องจะฟังลงโทษจำเลยทั้งสองไม่ได้นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง" ซึ่งมีความสัมพันธ์กับหลักเกณฑ์การบรรยายฟ้องของโจทก์ ตามกฎหมายดังกล่าวมาตรา 158 (5) ว่า "การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด..." เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกัน ก่นสร้าง แผ้วถาง และเข้ายึดถือหรือครอบครองบริเวณป่าสงวนแห่งชาติ...โดยจำเลยทั้งสองได้ใช้มีดพร้าเป็นอุปกรณ์ในการก่นสร้าง โค่นไม้จำนวนหลายต้น อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ และข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองใช้มีดพร้าตัดกิ่งไม้โยนเข้ากองไฟในที่เกิดเหตุ ประกอบกับภาพถ่ายสภาพที่เกิดเหตุลักษณะเป็นการแผ้วถางทำป่าให้เตียนเพื่อเข้ายึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในกรอบของข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถาง อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาต
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง