คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539
ฎีกาที่ 1479/2539
หลักกฎหมาย
เมื่อวันที่15กุมภาพันธ์2525บ. ขอกู้เงินตามวิธีและธรรมเนียมประเพณีการเบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ในวงเงิน2,000,000บาทกำหนดชำระหนี้ให้หมดสิ้นภายในวันที่15กุมภาพันธ์2526ได้ทำสัญญากันไว้ตาม"สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี"โดยปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ในตราสารดังกล่าวแล้วต่อมาได้ทำ"บันทึกต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี"ให้เบิกเงินเกินบัญชีได้ถึงวันที่15กุมภาพันธ์2530(ในวงเงินเดิม)และในวันที่26กุมภาพันธ์2529บ. ได้ทำ"บันทึกต่อท้ายสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี"กับโจทก์โดยตกลงเพิ่มวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีตาม"สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี"ขึ้นอีกรวมเป็นวงเงิน3,000,000บาทข้อตกลงอื่นคงให้เป็นไปตาม"สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี"ดังนั้นในวันที่26กุมภาพันธ์2529บ. ยังมีข้อตกลงเบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ตาม"สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี"ประกอบ"บันทึกต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี"อยู่จำนวน2,000,000บาทสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีหาได้ถูกยกเลิกไปแล้วไม่การที่บ.ตกลงเบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ตาม"บันทึกต่อท้ายสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี"ในวันดังกล่าวจึงเป็นการที่โจทก์ตกลงให้บ.เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารในยอดเงินเพียง1,000,000บาทส่วนจำนวน2,000,000บาทยังคงเป็นยอดเงินเบิกเกินบัญชีตาม"สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี"ซึ่งโจทก์ได้ปิดอากรแสตมป์ไว้บริบูรณ์แล้วโจทก์จึงมีหน้าที่ปิดอากรแสตมป์ในตราสาร"บันทึกต่อท้ายสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี"โดยคำนวณจากยอดเงินเพียง1,000,000บาท
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยแจ้งให้โจทก์นำเงินค่าอากร จำนวน 1,500 บาทกับเงินเพิ่มอากรอีก 9,000 บาท รวมเป็นเงิน 10,500 บาท ไปชำระโจทก์นำเงินไปชำระ ณ ที่ทำการของจำเลยที่ 1 โดยขอสงวนสิทธิที่จะขอยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาโจทก์ยื่นคำอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของจำเลยที่ 1 ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ขอให้ชี้ขาดว่าการบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มวงเงินไม่ใช่เป็นการทำสัญญาขึ้นใหม่ทั้งฉบับ และการที่โจทก์ได้ปิดอากรแสตมป์ในบันทึกเพิ่มวงเงินเฉพาะส่วนที่เพิ่มขึ้นเป็นการถูกต้องแล้ว ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งเป็นการไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยให้การว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 พบว่าตราสารสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัดบุณยาและบุตร ซึ่งทำเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2525 เงินกู้2,000,000 บาท ได้ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วน ต่อมาโจทก์ได้ผู้กู้ทำบันทึกต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ในปี 2526, 2527และ 2528 โดยมิได้เปลี่ยนแปลงวงเงิน จึงไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ในบันทึกหรือคำขอต่ออายุสัญญาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104กรณีที่มีปัญหาโต้แย้ง เนื่องจากโจทก์จัดทำสัญญาต่ออายุกู้เบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวขึ้นใหม่ ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2529ตกลงให้กู้เพิ่มขึ้นอีกจำนวน 1,000,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงินกู้ทั้งสิ้น 3,000,000 บาท โดยโจทก์ทำเป็นบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี และขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้แก่ผู้กู้มีข้อความเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญจากสัญญาเดิมทั้งหมดมีภาระผูกพันเกี่ยวกับจำนวนเงินจาก 2,000,000 บาท เป็น 3,000,000 บาทและจัดให้มีผู้ค้ำประกันในวงเงินเพิ่มขึ้นจาก 2,000,000 บาทเป็น 3,000,000 บาท จึงเป็นการทำสัญญาขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับ ต้องปิดอากรแสตมป์ตามยอดเงินอันเป็นฐานในการคำนวณใหม่จากเงิน 3,000,000บาท เป็นค่าอากรแสตมป์จำนวน 1,500 บาท จากการตรวจสอบครั้งแรกสัญญาดังกล่าวยังไม่มีการปิดอากรแสตมป์ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถูกต้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลางอนุญาตให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อแรกว่า โจทก์จะต้องปิดอากรแสตมป์ในตราสารเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 5 เป็นจำนวนค่าอากรแสตมป์เท่าใดในปัญหาข้อนี้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 104 บัญญัติว่า "ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น" และลักษณะแห่งตราสาร 5 แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 ของประมวลรัษฎากร กำหนดว่า "กู้ยืมเงินหรือการตกลงให้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารทุกจำนวนเงิน 2,000 บาท หรือเศษของ2,000 บาท แห่งยอดเงินที่กู้ยืมหรือตกลงให้เบิกเกินบัญชีค่าอากรแสตมป์ 1 บาท ค่าอากรแสตมป์ตามลักษณะแห่งตราสารนี้เมื่อคำนวณแล้วถ้าเกิน 10,000 บาท ให้เสีย 10,000 บาท" ข้อเท็จจริงปรากฏว่า วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2525 ห้างหุ้นส่วนจำกัดบุณยาและบุตรขอกู้เงินตามวิธีและธรรมเนียมประเพณีการเบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์จำนวน 2,000,000 บาท กำหนดชำระหนี้ให้หมดสิ้นภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2526 ได้ทำสัญญากันไว้ตามรายละเอียดในเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 4 โดยได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ในตราสารดังกล่าวแล้ว หลังจากนั้นได้ทำบันทึกต่อท้ายอายุสัญญากันอีก 4 ครั้งเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2526 วันที่ 18 มกราคม 2527 วันที่ 8 มีนาคม2528 และวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2529 ตามลำดับ รายละเอียดตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 15 ถึงแผ่นที่ 18 ให้เบิกเงินเกินบัญชีได้ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2530 และในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2529ห้างหุ้นส่วนจำกัดบุณยาและบุตรได้ทำบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์โดยตกลงเพิ่มวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 4 ขึ้นอีก 1,000,000 บาท รวมเป็นจำนวน 3,000,000 บาท ข้อตกลงอื่นคงให้เป็นไปตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1แผ่นที่ 4 รายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 5 ดังนี้เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 5 ย่อมเป็นสัญญาแห่งการตกลงให้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารเข้าลักษณะแห่งตราสาร 5 แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 ของประมวลรัษฎากร โจทก์ผู้ให้กู้มีหน้าที่ต้องปิดอากรแสตมป์ในอัตราทุกจำนวนเงิน 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาทแห่งยอดเงินที่ตกลงให้เบิกเกินบัญชีเป็นค่าอากรแสตมป์ 1 บาทปัญหาที่โจทก์และจำเลยทั้งสองยังโต้แย้งกันนั้นอยู่ที่ว่ายอดเงินที่ตกลงให้เบิกเกินบัญชีตามตราสารเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 5นี้เป็นจำนวน 1,000,000 บาท หรือจำนวน 3,000,000 บาท ข้อเท็จจริงปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 4 ปร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง