คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2534
ฎีกาที่ 148/2534
หลักกฎหมาย
จำเลยรับว่าจำเลยได้เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันตามหนังสือขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน ซึ่งระบุว่าจำเลยทราบประเพณีการค้าของธนาคารและระเบียบการบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของธนาคารตามที่ได้รับไปแล้ว และจำเลยยินยอมผูกพันตามประเพณีและระเบียบการที่ได้กำหนดไว้ เช่นนี้ การที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ได้รับระเบียบการบัญชีเงินฝากกระแสรายวันจึงรับฟังไม่ได้ ข้อตกลงที่จำเลยยอมให้โจทก์นำเงินฝากประจำของจำเลยไปชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีได้ไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือ หนังสือขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเป็นเพียงคำเสนอฝ่ายเดียวของจำเลยในการขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ไม่ใช่ตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ดังนั้นเอกสารดังกล่าวจะไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีคือสัญญาบัญชีเดินสะพัดซึ่งไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือหรือต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือดังนั้น แม้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือก็ฟ้องร้องบังคับคดีได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีสองสำนวนนี้ ศาลพิจารณาและพิพากษารวมกัน เพื่อความสะดวกจึงให้เรียกโจทก์สำนวนแรก และจำเลยที่ 1 สำนวนหลัง ว่าโจทก์ที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 สำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยสำนวนแรกและโจทก์สำนวนหลังว่า จำเลย โจทก์ที่ 1 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องสำนวนแรก และโจทก์ที่ 1 ที่ 2ให้การแก้คดีสำนวนหลังใจความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์ที่ 1 ได้มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2ฟ้องคดีแทน ธนาคารเอเซีย จำกัด สาขาสัตหีบเป็นสาขาของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2520 จำเลยได้เปิดบัญชีเดินสะพัดประเภทเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ที่ 1 สาขาสัตหีบ บัญชีเลขที่188 ยอมปฏิบัติตามระเบียบการฝากเงินตามประเพณีและวิธีปฏิบัติงานของธนาคารพาณิชย์ ในการเดินสะพัดบัญชีต่อกัน หากเงินในบัญชีมีไม่พอจ่าย โจทก์จ่ายให้ไป จำเลยยอมรับผิดชดใช้พร้อมดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายเดือนตามอัตราขั้นสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดจนกว่าจะชำระเสร็จ และต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2520 จำเลยได้ตกลงกู้เบิกเงินเกินบัญชีจากบัญชีดังกล่าวโดยยอมให้ดอกเบี้ยทบต้นในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยได้นำเงินเข้าบัญชีและถอนเงินออกจากบัญชีต่อมาหลายครั้ง และได้นำเงินฝากประจำบัญชีเลขที่ 348 มาเป็นประกันการชำระหนี้และตกลงให้โจทก์ที่ 1 โอนเงินฝากบัญชีเลขที่ 348 จำนวน92,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยชำระหนี้บัญชีเลขที่ 188 เมื่อหักทอนบัญชีกันวันที่ 17 มกราคม 2523 จำเลยเป็นหนี้โจทก์ที่ 1 อยู่53,978.22 บาท ยอมให้คิดดอกเบี้ยทบต้นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2524 จำเลยนำเงินเข้าบัญชีชำระหนี้15,000 บาท คงค้างชำระอยู่ 73,039.86 บาท แล้วจำเลยไม่ชำระหนี้อีกเลย คิดถึงวันที่ 31 มีนาคม 2527 จำเลยเป็นหนี้โจทก์ที่ 1 อยู่119,131.90 บาทโจทก์ที่ 1 ทวงถามแล้วจำเลยไม่ชำระคิดถึงวันครบกำหนดตามหนังสือทวงถามจำเลยเป็นหนี้โจทก์ 122,666.69 บาท คิดถึงวันฟ้องจำเลยเป็นหนี้โจทก์ 126,114.80 บาท ขอให้พิพากษาบังคับให้จำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยทบต้นถึงวันครบกำหนดทวงถามและดอกเบี้ยไม่ทบต้นถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 126,114.80 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน 122,666.69 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การแก้คดีสำนวนแรก ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องสำนวนหลังใจความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้บรรยายว่า กรรมการโจทก์ที่ 1 มีอำนาจทำอะไรแทนโจทก์ที่ 1 ทำให้จำเลยหลงข้อต่อสู้ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจเป็นลายมือปลอม จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยได้เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและตกลงกู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นการกู้เงินเกิน 50 บาท ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือจึงฟ้องบังคับไม่ได้จำเลยไม่เคยตกลงเรื่องดอกเบี้ยกับโจทก์ที่ 1เป็นลายลักษณ์อักษร โจทก์ที่ 1 คิดดอกเบี้ยเองจึงไม่ชอบ โจทก์ที่ 1มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ไม่เกินร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จำเลยไม่เคยนำสมุดเงินฝากเลขที่ 348 ไปประกันการชำระหนี้ โจทก์ที่ 1 ที่ 2นำเงินในบัญชีดังกล่าวไปชำระหนี้ในบัญชีเลขที่ 188 โดยจำเลยมิได้ยินยอม การกระทำของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 เป็นการผิดสัญญาและทำละเมิดต่อจำเลย ทำให้จำเลยเสียหาย ไม่ได้ดอกเบี้ยจากเงินฝาก92,300 บาท จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 100,658 บาท จำเลยต้องถูกริบเงินมัดจำ 150,000 บาท เพราะเบิกเงินไปชำระค่าซื้อที่ดินไม่ได้ ขอให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันรับผิดชำระหนี้ 342,958 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยสำนวนแรกชดใช้เงินให้โจทก์ 45,948.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน31,643.11 บาท นับจากวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,500 บาทคำขอนอกจากนี้ให้ยกเสีย ให้ยกฟ้องโจทก์สำนวนหลังให้โจทก์สำนวนหลังใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท นางพีรรัชต์ ชัยกุล อุทธรณ์ทั้งสองสำนวน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นางพีรรัชต์ ชัยกุล ฎีกาทั้งสองสำนวน ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ปรากฏตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 ธนาคารเอเซีย จำกัด สาขาสัตหีบเป็นสาขาของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ได้มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ฟ้องคดีแทน ปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจ เอกสารหมาย จ.2 จำเลยเป็นลูกค้าโจทก์ที่ 1 สาขาสัตหีบ เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2520 จำเลยได้เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันหมายเลขบัญชี 188 กับโจทก์ที่ 1ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.3 โดยจำเลยยอมปฏิบัติตามระเบียบการของธนาคาร โจทก์ที่ 1 ได้มอบระเบียบการ เอกสารหมาย จ.4ให้จำเลยแล้ว จำเลยได้นำเงินเข้าฝากและสั่งจ่ายเช็คเบิกเงินจากบัญชีหลา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง