คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551
ฎีกาที่ 14818/2551
หลักกฎหมาย
คำฟ้องของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน อายุความ 1 ปี ในการเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง คือวันที่โจทก์ทราบเรื่องการแจ้งความร้องทุกข์ของจำเลย โจทก์เพิ่งทราบเรื่องการแจ้งความร้องทุกข์ของจำเลยเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 อายุความ 1 ปี เริ่มต้นนับจากวันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 9 กันยายน 2547 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และกรณีไม่ต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา 193/17 มาใช้บังคับ เพราะขณะที่ศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์นั้น คดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ หรือจะครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนั้นถึงที่สุดแต่อย่างใด ลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมรวมถึงงานเรียบเรียงเสียงประสานด้วย เมื่อจำเลยกล่าวอ้างว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" ในส่วนของงานเรียบเรียงเสียงประสาน และปกในของเทปเพลงที่วางจำหน่ายทั่วไปโดยมีงานดังกล่าวอยู่ด้วยระบุรายละเอียดของเพลงนี้ว่า ส. เป็นผู้ประพันธ์คำร้องและทำนองส่วนจำเลยเป็นผู้เรียบเรียงเสียงประสาน จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 62 วรรคสอง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์โต้แย้งว่า จำเลยไม่มีลิขสิทธิ์ในงานเรียบเรียงเสียงประสานของงานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" กรณีมีเหตุทำให้จำเลยเข้าใจว่า จำเลยถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้งปรากฏว่าจำเลยเคยแจ้งให้มีการระงับการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยแล้ว จำเลยจึงชอบที่จะแจ้งความร้องทุกข์เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของตนตามกฎหมายได้ ไม่ถือว่าเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย หรือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์แต่อย่างใด การที่จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนไม่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า นายพีรพลกรรมการผู้จัดการโจทก์ ได้รับโอนลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" จากนายสมหวังต่อมาโจทก์ผลิตแผ่นวิดีโอซีดีคาราโอเกะ ชื่อชุดว่า "สเปเชียล...ฮิต 1" โดยมีเพลง "น้ำตาฟ้า" รวมอยู่ด้วย แต่จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าโจทก์กับพวกละเมิดลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" ของจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะจำเลยไม่มีสิทธิใด ๆ ตามกฎหมายที่จะกระทำการดังกล่าว เนื่องจากจำเลยไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยใช้เงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ การแจ้งความร้องทุกข์เป็นการปกป้องผลประโยชน์อันพึงได้ของจำเลยโดยสุจริต เพราะจำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" โดยถูกต้องตามกฎหมายเพียงผู้เดียว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2546 ต่อมาประธานศาลฎีกามีคำวินิจฉัยลงวันที่ 30 เมษายน 2547 ว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งศาลแพ่งได้อ่านคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2547 โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2547 ประมาณปี 2532 นายพีรพลซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ ตกลงทำสัญญารับโอนลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมกับนายสมหวังผู้ประพันธ์คำร้องและทำนองงานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" ต่อมาปี 2545 โจทก์ผลิตแผ่นวิดีโอซีดีคาราโอเกะ ชื่อชุดว่า "สเปเชียล...ฮิต 1" โดยมีเพลง "น้ำตาฟ้า" รวมอยู่ด้วย เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2545 จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าโจทก์กับพวกละเมิดลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" ของจำเลย พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกลงวันที่ 11 กันยายน 2546 ให้โจทก์ไปพบเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า คดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ และไม่เข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ในปัญหานี้โจทก์มีนายสุทธิศักดิ์มาเบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.5 ว่า โจทก์ได้รับหมายเรียกของพนักงานสอบสวนลงวันที่ 11 กันยายน 2546 และโจทก์ไปพบพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 ถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 และอายุความ 1 ปี เริ่มต้นนับจากวันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในวันที่ 9 กันยายน 2547 คดีโจทก์ย่อมไม่ขาดอายุความ ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความประกอบเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 ในทำนองว่า จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์หยุดการกระทำละเมิดต่อจำเลย ซึ่งโจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2545 อายุความจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องได้ความว่า โจทก์รับโอนลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" มาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาได้ทำวิดีโอซีดีคาราโอเกะออกจำหน่าย แต่จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าโจทก์กับพวกละเมิดลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" ของจำเลย ทั้ง ๆ ที่จำเลยไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน อายุความ 1 ปี ในการเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง คือวันที่โจทก์ทราบเรื่องการแจ้งความร้องทุกข์ของจำเลย เมื่อจำเลยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ จึงรับฟังว่าโจทก์เพิ่งทราบเรื่องการแจ้งความร้องทุกข์ของจำเลยเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 นั่นเอง อายุความ 1 ปี เริ่มต้นนับจากวันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 9 กันยายน 2547 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และกรณีไม่ต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 มาใช้บังคับ เพราะขณะที่ศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์นั้น คดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ หรือจะครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนั้นถึงที
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง