คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 14822/2558
หลักกฎหมาย
ความผิดฐานร่วมกันบุกรุกนั้น แม้จะฟังได้ว่าจำเลยเป็นบุตรของ ญ. ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท แต่โจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตและได้รับความยินยอมจาก พ. ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทอีกคนหนึ่ง และเป็นหนึ่งในคณะบุคคลผู้ให้เช่าที่อนุญาตให้โจทก์เข้าใช้สอยทำประโยชน์จากที่ดินพิพาทได้ ย่อมถือว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทและมีอำนาจที่จะป้องกันหรือขัดขวางผู้เข้ารบกวนการครอบครองของโจทก์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทราบว่าโจทก์เข้าใช้สอยที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2553 แต่จำเลยไม่ดำเนินการทางกฎหมายแก่โจทก์ในประการใด ต่อมาปี 2555 จำเลยนำเสาเหล็กไปปิดกั้นที่ดินพิพาทและเอาโซ่เหล็กไปคล้องเพื่อปิดกั้นทางเข้าออก จึงเป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่า จำเลยมีเจตนาที่จะรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย การที่จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 สำหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นั้น แม้ขณะเกิดเหตุจะฟังได้ว่า พวกของจำเลยเป็นผู้ยกเอาเก้าอี้ของโจทก์ไปโดยความรู้เห็นของจำเลยก็ตาม แต่พวกของจำเลยนำเก้าอี้ไปตั้งวางไว้ที่บริเวณหลังร้านของโจทก์ในระยะห่างจากจุดเดิมเพียงไม่กี่เมตร โดยจำเลยต่อสู้ว่านำเก้าอี้ไปใช้นั่งพูดคุยกันซึ่งก็มีเหตุผลควรแก่การรับฟัง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยสั่งการให้ขนเคลื่อนย้ายเก้าอี้ไปไว้ในบ้านจำเลยหรือนำเก้าอี้ไปทำประโยชน์อื่นใด ดังนั้นการที่จำเลยไม่ยอมคืนเก้าอี้ให้แก่โจทก์ในตอนแรกจึงเป็นเพียงพฤติการณ์ที่เกะกะระรานสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่โจทก์มากกว่าจะเป็นการเอาเก้าอี้ไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับจำเลยหรือพวกของจำเลย คดียังมีเหตุอันควรสงสัยรับฟังไม่ได้แน่ชัดว่า จำเลยกับพวกเอาเก้าอี้ของโจทก์ไปโดยทุจริตหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 309, 335, 337, 362, 365 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก, 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป จำคุก 1 ปี ฐานบุกรุกโดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานลักทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป คงจำคุก 8 เดือน และฐานบุกรุกโดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 12 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ฐานลักทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป และฐานบุกรุกโดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดต่อเสรีภาพและความผิดฐานกรรโชก โจทก์ไม่อุทธรณ์ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า อาคารพาณิชย์ เลขที่ 396/12 ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 189840 โดยที่ดินแปลงดังกล่าวมีผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม 4 คน คือ นายญาณเดช นายชูศักดิ์ นางจุฑามาศ และนายไพโรจน์ ส่วนโจทก์กับนายปรีชา และนายศักดิ์ชัย ได้ร่วมหุ้นกันประกอบกิจการร้านเฮอร์เมสสปา และเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2553 โจทก์และหุ้นส่วนได้มอบหมายให้นายปรีชาทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ เลขที่ 396/12 กับคณะบุคคลบ้านนนทรี โดยนางจุฑามาศ เป็นตัวแทนทำสัญญาของฝ่ายผู้ให้เช่า และในการนี้นายไพโรจน์ได้ทำหนังสือยินยอมให้โจทก์และหุ้นส่วนใช้ประโยชน์จากที่ดินด้านข้างอาคารดังกล่าวเพื่อใช้จอดรถ ตั้งโต๊ะหรือวางของได้ตลอดอายุสัญญาเช่า ต่อมาวันที่ 7 มกราคม 2555 จำเลยซึ่งเป็นบิดาของนายญาณเดชและอ้างว่าได้รับมอบหมายให้ดูแลที่ดินส่วนของนายญาณเดช ได้ร่วมกับพวกนำเสาเหล็กไปปักลงบนที่ดินด้านข้างอาคารพาณิชย์ เลขที่ 396/12 จากนั้นวันที่ 14 มกราคม 2555 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกนำโซ่เหล็กไปคล้องกับเสาเหล็ก แล้วปลดโซ่เหล็กออกในเวลากลางคืน ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยนำโซ่เหล็กไปคล้องกับเสาเหล็กแล้วปลดออกอีก และเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555 เวลากลางวัน มีผู้นำเอาเก้าอี้พลาสติกของโจทก์ออกไปจากบริเวณหลังร้านของโจทก์แล้วไปตั้งในบริเวณใกล้บ้านเรือนไทยของจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ เห็นว่า อาคารพาณิชย์เลขที่ 396/12 และที่ดินข้างอาคารพาณิชย์ดังกล่าวต่างตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 189840 ซึ่งมีชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์จำนวน 4 คน ได้แก่นายญาณเดช นายชูศักดิ์ นางจุฑามาศ และนายไพโรจน์ แม้จำเลยจะเบิกความต่อสู้ว่า ที่ดินแปลงนี้มีการแบ่งการครอบครองเป็น 3 ส่วน โดยที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารพาณิชย์เลขที่ 396/12 ซึ่งโจทก์เช่าเป็นร้านเฮอร์เมสสปาเป็นที่ดินของนายชูศักดิ์และนางจุฑามาศ ส่วนที่ดินพิพาทที่อยู่ข้างอาคารพาณิชย์ดังกล่าวเป็นที่ดินของนายญาณเดชบุตรของจำเลยก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงในเรื่องการแบ่งการครอบครองที่ดินนี้ นอกจากจะไม่มีปรากฏอยู่ในสำเนาโฉนดที่ดินแล้ว ยังเป็นเรื่องที่รู้กันภายในระหว่างผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม จำนวน 4 คนเท่านั้น โดยโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่เช่าอาคารพาณิชย์และได้รับอนุญาตจากนายไพโรจน์ให้ใช้สอยที่ดินพิพาทข้างอาคารพาณิชย์ย่อมไม่อาจรับรู้ได้ อีกทั้งเมื่อพิจารณาสำเนาสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ก็ดี และสำเนาหนังสือยินยอมก็ดี ล้วนแต่เป็นเอกสารที่ทำให้โจทก์เชื่อได้ว่า คณะบุคคลผู้ให้เช่าและนายไพโรจน์มีอำนาจเหนืออาคารพาณิชย์และที่ดินพิพาทข้างอาคารพาณิชย์โดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตได้รับความยินยอมเห็นชอบจากนายไพโรจน์ผู้เป็นเจ้าของรวมและเป็นหนึ่งในคณะบุคคลผู้ให้เช่าให้เข้าใช้สอยทำประโยชน์จากที่ดินพิพาทข้างอาคารพาณิชย์ได้ ย่อมถือว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทและมีอำนาจที่จะป้องกันขัดขวางผู้เข้ารบกวนการครอบครองของโจทก์ได้ ที่จำเลยเบิกความต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทข้างอาคารพาณิชย์เป็นที่ดินในส่วนของนายญาณเดชและนายญาณเดชได้มอบหมายให้จำเลยเป็นผู้ดูแลที่ดินในส่วนนี้นั้น เห็นว่า นอกจากนายญาณเดชซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง