คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2563
ฎีกาที่ 1483/2563
หลักกฎหมาย
บ. ห. และโจทก์ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน บ. ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพร้อมบ้านและตึกแถวให้แก่ ห. เมื่อ บ. ถึงแก่ความตายทรัพย์สินดังกล่าวจึงตกทอดแก่ ห. ต่อมา ห. ถึงแก่ความตายโดยไม่มีภริยาและบุตร ทรัพย์สินดังกล่าวจึงตกแก่ทายาทโดยธรรม คือ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน คือ โจทก์ และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของ บ. ที่รับมรดกแทนที่ บ. แม้จะเป็นทรัพย์สินเดียวกันก็ตาม โจทก์จึงมีสิทธิในที่ดินและเงินค่าเช่า 1 ใน 2 ส่วน
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,435,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 และให้ส่งมอบสำเนาทะเบียนบ้านหรือจดแจ้งชื่อโจทก์ในสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 52 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 ไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ (สาขาพระประแดง) และส่งมอบสมุดสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 52 แก่โจทก์ สำหรับคำขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยจดแจ้งชื่อโจทก์ในทะเบียนนั้น โจทก์สามารถขอคัดสำเนาคำพิพากษาที่รับรองถูกต้องไปดำเนินการได้อยู่แล้ว จึงไม่บังคับให้ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,435,000 บาท คืนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561) (ที่ถูก 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ นายหยุด และนางบุญเยี่ยม เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน จำเลยที่ 1 เป็นสามีนางบุญเยี่ยม มีบุตรด้วยกันคือจำเลยที่ 2 เดิมนางบุญเยี่ยมเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 กับห้องแถวเลขที่ 96/1 ถึง 96/3 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2535 นางบุญเยี่ยมทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินและห้องแถวดังกล่าวให้แก่นายหยุด ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2541 นางบุญเยี่ยมถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางบุญเยี่ยม หลังจากนั้นวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 นายหยุดถึงแก่ความตาย โดยนายหยุดไม่ได้ทำพินัยกรรม นายหยุดไม่ได้สมรสและไม่มีบุตร บิดามารดาของนายหยุดได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายหยุด เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2548 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาพระประแดง ออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 28653 พร้อมกับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสารบัญจดทะเบียนระบุชื่อจำเลยที่ 1 ในช่องผู้รับสัญญาในฐานะผู้จัดการมรดกของนางบุญเยี่ยม หลังนายหยุดถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองร่วมกันเก็บค่าเช่าบ้านเลขที่ 52 ดังกล่าว จากผู้เช่าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2548 ถึงเดือนกันยายน 2559 เป็นเงิน 1,048,000 บาท และค่าเช่าห้องแถวเลขที่ 96/1 ถึง 96/3 ดังกล่าวจากผู้เช่าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2548 ถึงเดือนกรกฎาคม 2559 รวมเป็นเงิน 387,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,435,000 บาท ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2559 นายอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เปิดพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของนางบุญเยี่ยม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองต้องคืนเงินค่าเช่า 1,435,000 บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพินัยกรรมของนางบุญเยี่ยม ที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 กับห้องแถวเลขที่ 96/1 ถึง 96/3 ตกเป็นของนายหยุด เมื่อนายหยุดถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 โดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ที่ดินและห้องแถวดังกล่าวจึงตกแก่ทายาทของนายหยุดทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง ค่าเช่าที่ดินและห้องแถวดังกล่าว 1,435,000 บาท นับแต่นายหยุดถึงแก่ความตายเป็นดอกผลนิตินัย ย่อมตกแก่ทายาทของนายหยุดด้วย แม้หากว่านายหยุดจะมอบหมายให้จำเลยทั้งสองเก็บค่าเช่า แต่จำเลยทั้งสองก็ไม่อาจนำมาอ้างเป็นเหตุให้มีสิทธิในเงินค่าเช่าดังกล่าว ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นทายาทของนายหยุดด้วยนั้น เห็นว่า ข้อนี้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ แต่อย่างไรก็ตามคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าเช่าดังกล่าวในฐานะทายาทประเภทพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายหยุด ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่านางบุญเยี่ยมเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์และนายหยุด นางบุญเยี่ยมถึงแก่ความตายก่อนนายหยุด โดยจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนางบุญเยี่ยม ดังนี้ ตามฟ้องโจทก์จึงเป็นกรณีที่โจทก์ นายหยุด และนางบุญเยี่ยม เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โดยโจทก์เป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกประเภทพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายหยุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (3) และเมื่อนางบุญเยี่ยมเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายหยุดด้วย ซึ่งหากมีชีวิตอยู่ก็เป
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง