ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 1495/2540

หลักกฎหมาย

คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นและจำนวนเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ได้กำหนดค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์โดยนำราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดินปี2531มาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้โจทก์และเห็นว่าค่าทดแทนที่ดินที่โจทก์ได้รับดังกล่าวน้อยกว่าราคาที่ดินส่วนที่เหลือที่มีราคาเพิ่มขึ้นเมื่อนำมาหักกลบลบกันแล้วค่าทดแทนที่ดินย่อมหมดไปคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯจึงมีมติไม่จ่ายค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์คงจ่ายให้เฉพาะค่าทดแทนอาคารค่าถมดินค่าพื้นคอนกรีตและค่าพืชผลต้นไม้เมื่อปรากฏว่าในวันที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯมีการประชุมลงมตินั้นมีประกาศคณะผู้รักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่44เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ใช้บังคับแล้วดังนั้นการกำหนดค่าทดแทนจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา9และมาตรา21แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะผู้รักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่44ดังนั้นในการกำหนดค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์จึงต้องคำนึงถึงราคาที่ดินที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดสภาพและสถานที่ตั้งของที่ดินมาประกอบการพิจารณาด้วยการที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯไม่ได้คำนึงถึงข้อนี้ในการพิจารณากำหนดค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์จึงไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา21วรรคสองและวรรคสามเป็นบทบัญญัติที่เป็นหลักการสำคัญในการสนับสนุนให้การเวนคืนเป็นไปด้วยความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคมโดยสมบูรณ์เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการเวนคืนทำให้อสังหาริมทรัพย์ที่เหลืออยู่มีราคาสูงขึ้นแล้วหากไม่นำเอาราคาที่สูงขึ้นนั้นหักออกจากเงินค่าทดแทนก็จะทำให้ผู้ถูกเวนคืนได้รับผลประโยชน์จากการเวนคืนแต่ฝ่ายเดียวในทางตรงกันข้ามหากอสังหาริมทรัพย์ส่วนที่เหลือนั้นราคาลดลงแล้วหากผู้ถูกเวนคืนไม่ได้รับเงินค่าทดแทนในส่วนนี้ก็ย่อมไม่เป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนซึ่งขัดต่อหลักการสำคัญของมาตรา21ที่ให้กำหนดค่าทดแทนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคมส่วนมาตรา21วรรคสี่เป็นเพียงวิธีการที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามหลักการสำคัญของมาตรา21เท่านั้นแม้ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณว่าอสังหาริมทรัพย์ใดมีราคาสูงขึ้นตามวรรคสองหรือราคาลดลงตามวรรคสามออกใช้บังคับตามที่บัญญัติไว้ตามมาตรา21วรรคสี่ก็ไม่ใช่กรณีที่จะถือเป็นเหตุที่จะทำให้หลักการสำคัญตามมาตรา21วรรคสองและวรรคสามใช้บังคับไม่ได้ดังนั้นหากปรากฎชัดว่าที่ดินในส่วนที่เหลือของโจทก์มีราคาสูงขึ้นเพราะการเวนคืนแล้วจำเลยทั้งสองและศาลย่อมนำเอาราคาที่สูงขึ้นนั้นหักออกจากเงินค่าทดแทนที่โจทก์ได้รับได้ เมื่อจำเลยทั้งสองต้องชำระเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามคำวินิจฉัยของศาลโจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นตามมาตรา26วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530ส่วนจะได้รับอัตราเท่าใดต้องเป็นไปตามประกาศของธนาคารออมสินที่ประกาศอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงแต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ7.5ต่อปีเพราะโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยจากที่ศาลชั้นต้นกำหนดโดยโจทก์ไม่ต้องนำสืบในเรื่องดอกเบี้ยดังกล่าวว่ามีอัตราเท่าใดเพราะเป็นกรณีที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายนั้น

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ประสงค์จะเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลเชื่อมระหว่างถนนสาธรกับแม่น้ำเจ้าพระยาได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบตราเป็นพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงยานนาวาแขวงทุ่งวัดดอน และแขวงบางโคล่ เขตยานนาวา กรุงเทพมหานครพ.ศ. 2531 โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 38082 ตำบลบางโคล่(บางขวาง) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่232 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 900/18 ซอยประดู่ 1ถนนพระราม 3 แขวงบางโคล่ เขตยานนาวา กรุงเทพมหานครและไม้ยืนต้นจำนวน 12 ต้น ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนจำนวน 134 ตารางวาพร้อมสิ่งปลูกสร้างและไม้ยืนต้น เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ให้โจทก์ไปพบและแจ้งว่าคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์และจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนได้กำหนดค่าทดแทนให้โจทก์ ซึ่งโจทก์เห็นว่าจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวต่ำมากไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองต้องชำระค่าทดแทนตามราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของที่ดินที่ถูกเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้พระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ตลอดจนคำนึงถึงสภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ซึ่งทำการซื้อขายกันในขณะนั้นเป็นเงิน 5,360,000 บาทส่วนสิ่งปลูกสร้างจำเลยทั้งสองต้องชำระค่าทดแทนสำหรับค่ารื้อถอนค่าขนย้ายและค่าปลูกสร้างใหม่ตามราคาปกติในท้องตลาดในวันที่ใช้พระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ซึ่งคิดเป็นค่ารื้อถอน 153,000 บาทค่าปรับปรุงพื้นที่สำหรับเตรียมการก่อสร้างบ้าน 290,000 บาทค่าแรงและค่าวัสดุในการปลูกสร้างใหม่ 800,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,243,000 บาท โจทก์อุทธรณ์การกำหนดค่าทดแทนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแล้ว ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องชำระค่าทดแทนที่ดินจำนวน5,360,000 บาท ค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างเพิ่มอีก 684,970 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,044,970 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ10 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสองต้องจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 705,246 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น6,750,216 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 6,750,216 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ในต้นเงิน 6,044,970 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นและจำนวนเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ได้กำหนดค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์โดยอาศัยมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ทุกอนุมาตรามาพิจารณาโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ดินของโจทก์เป็นที่อยู่อาศัยมิได้เป็นทำเลการค้าหรืออุตสาหกรรม คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯได้กำหนดค่าทดแทนให้แก่โจทก์โดยถูกต้องและเป็นธรรมแล้วที่ดินของโจทก์ที่เหลือมิได้มีราคาลดลง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นและไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตามฟ้องเพราะการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เป็นไปตามกฎหมายหากจะเรียกได้อย่างสูงก็ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มจำนวน 2,584,831 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์ และ จำเลย ทั้ง สอง อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โจทก์ และ จำเลย ทั้ง สอง ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินหรือไม่เพียงใด ปรากฏตามรายงานการประชุมเอกสารหมาย ล.3 ซึ่งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นและจำนวนเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ได้กำหนดค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์โดยนำราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดินปี 2531 มาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้โจทก์ กล่าวคือคณะกรรมการดังกล่าวถือว่าที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนมีราคาประเมิน ของกรมที่ดินเมื่อปี 2531ตารางวาละ 5,000 บาท โจทก์ได้ค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเป็นเงิน670,000 บาท ที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 98 ตารางวา มีราคาสูงขึ้นตารางวาละ 25,000 บาท เป็นเงิน 2,450,000 บาท ค่าทดแทนที่ดินที่โจทก์ได้รับดังกล่าวจึงน้อยกว่าราคาที่ดินส่วนที่เหลือที่มีราคาเพิ่มขึ้น เมื่อนำมาหักกลบลบกันแล้วค่าทดแทนที่ดินย่อมหมดไปคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ จึงมีมติไม่จ่ายค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์ คงจ่ายให้เฉพาะค่าทดแทนอาคารเป็นเงิน 435,169 บาทค่าถมดิน 80,400 บาท ค่าพื้นคอนกรีต 38,556 บาท และค่าพืชผลต้นไม้3,905 บาท ปรากฏตามสำเนารายงานการประชุมของคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2534 เอกสารหมาย ล.5ศาลฎีกาเห็นว่า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1495/2540 · ทนอย Thanoy