ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555

ฎีกาที่ 14953/2555

หลักกฎหมาย

หลังจากเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจทำการสืบสวนทราบว่า ในช่วงเวลาใกล้กับเวลาเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองกับพวกนั่งอยู่ที่บริเวณหน้าบ้านเกิดเหตุ จึงสืบหาที่พักของจำเลยที่ 1 และนำจำเลยทั้งสองกับพวกอีก 2 คน มาสอบถามเหตุการณ์ว่ารู้เห็นเรื่องปล้นทรัพย์หรือไม่ จำเลยทั้งสองกับพวกยอมรับว่าพวกตนเป็นคนร้าย ตามบันทึกคำให้การผู้ให้ถ้อยคำ จากนั้นจำเลยทั้งสองกับพวกพาเจ้าพนักงานตำรวจไปเอาของกลางที่ข้างหลังที่พักของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกการตรวจยึด การให้ถ้อยคำของจำเลยทั้งสองรวมทั้งการนำเจ้าพนักงานตำรวจไปเอาของกลาง เชื่อว่าเกิดจากความสมัครใจของจำเลยทั้งสอง การที่จำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานตำรวจตามบันทึกคำให้การผู้ให้ถ้อยคำ เป็นการกระทำก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นผู้ต้องหา ซึ่งในกรณีที่มีความผิดอาญาเกิดขึ้นย่อมเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจที่จะดำเนินการสืบสวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานในการหาตัวคนร้าย การที่จำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวจึงหาใช่เป็นการให้ถ้อยคำในฐานะผู้ถูกจับไม่ จึงไม่จำเป็นต้องมีการแจ้งสิทธิแก่จำเลยทั้งสองก่อนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้าย และสามารถนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 92, 93, 340 วรรคสอง, วรรคสาม, 371 ริบอาวุธมีดและบันไดอะลูมิเนียมของกลาง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 500 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย และเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, วรรคสาม, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 16 ปี ฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 90 บาท เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) เป็นจำคุกฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส คนละ 24 ปี เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นปรับฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่เหตุสมควรคนละ 120 บาท รวมจำคุกคนละ 24 ปี และปรับคนละ 120 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 18 ปี และปรับคนละ 90 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบอาวุธมีดและบันไดอะลูมิเนียมของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้ริบอาวุธมีดของกลาง คืนบันไดอะลูมิเนียมของกลางแก่เจ้าของ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่ผู้เสียหายพักผ่อนนอนหลับอยู่คนละห้องกับนายมลทินหรือโอ สามีผู้เสียหาย อยู่ในบ้านเกิดเหตุ มีคนร้าย 2 คน ปีนเข้าไปในบ้าน ส่วนคนร้ายอีก 2 คน รอดูต้นทางอยู่ข้างนอกบ้าน จากนั้นคนร้าย 2 คน ที่เข้าไปในบ้านร่วมกันใช้อาวุธมีดปลายแหลมทำร้ายผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส แล้วร่วมกันปล้นทรัพย์ เงินสดชนิดต่าง ๆ จำนวน 500 บาท กล่องพลาสติกใส่ยาสระผม 30 ซอง ราคา 150 บาท รวมราคาทรัพย์ 650 บาท ของผู้เสียหายไป มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ร่วมกันกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน และผู้เสียหายกับนายมลทินสามีผู้เสียหายซึ่งอยู่ในบ้านเกิดเหตุจะไม่สามารถจำคนร้าย 2 คน ที่เข้าไปในบ้านเกิดเหตุได้ แต่ได้ความจากคำเบิกความของเจ้าพนักงานตำรวจผู้สืบสวนจับกุมจำเลยทั้งสองว่า หลังจากเกิดเหตุพยานกับพวกทำการสืบสวนทราบว่า ในช่วงเวลาใกล้กับเวลาเกิดเหตุจำเลยทั้งสองกับพวกรวม 2 คน นั่งอยู่ที่บริเวณหน้าบ้านเกิดเหตุ และทราบข้อมูลว่ามีเพื่อนของจำเลยที่ 1 ประมาณ 2 ถึง 3 คน มาอยู่กับจำเลยที่ 1 โดยไปไหนมาไหนด้วยกันเป็นกลุ่ม จึงสืบหาที่พักของจำเลยที่ 1 และนำตัวจำเลยทั้งสองพร้อมกับนายทิชานนท์หรือน็อต และนายวุฒินันท์หรือตูน มาสอบถามเหตุการณ์ว่ารู้เห็นเรื่องปล้นทรัพย์หรือไม่ จำเลยทั้งสองและนายทิชานนท์กับนายวุฒินันท์ยอมรับว่า พวกตนเป็นคนร้าย จากนั้นจำเลยทั้งสองกับพวกพาพยานไปเอาของกลางที่ข้างหลังที่พักของจำเลยที่ 1 เช่น อาวุธมีดที่ใช้ทำร้ายผู้เสียหาย 1 เล่ม กล่องพลาสติกใส่ยาสระผมของผู้เสียหาย และเหรียญกษาปณ์ชนิดต่าง ๆ ของผู้เสียหาย การให้ถ้อยคำของจำเลยทั้งสองรวมทั้งการนำเจ้าพนักงานตำรวจไปเอาของกลาง เป็นการกระทำก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นผู้ต้องหา เชื่อว่าเกิดจากความสมัครใจของจำเลยทั้งสอง อีกทั้งตามภาพถ่ายแสดงให้เห็นว่า อาวุธมีดของกลางและกล่องพลาสติกใส่ยาสระผมของผู้เสียหายถูกซุกซ่อนอยู่ในป่าหญ้าด้านหลังบ้านของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ให้ถ้อยคำโดยสมัครใจและนำเจ้าพนักงานตำรวจไปเอาของกลาง ย่อมยากแก่การที่เจ้าพนักงานตำรวจจะสามารถตรวจค้นและยึดของกลางได้ในระยะเวลาไม่นานหลังจากเกิดเหตุ ข้อเท็จจริงเหล่านี้บ่งชี้ว่า คนร้ายก็คือจำเลยทั้งสองกับพวกนั่นเอง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจบันทึกถ้อยคำของจำเลยทั้งสองยังไม่มีการแจ้งสิทธิแก่จำเลยทั้งสอง ถ้อยคำจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสองไม่ได้นั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานตำรวจ เป็นการกระทำก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นผู้ต้องหา ซึ่งในกรณี
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14953/2555 · ทนอย Thanoy