ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2537

ฎีกาที่ 15/2537

หลักกฎหมาย

จำเลยออกเช็คจำนวนเงินเท่ากับจำนวนเงินในตั๋วแลกเงินของคนงานให้โจทก์ยึดถือไว้เพื่อค้ำประกันเงินตามตั๋วแลกเงินที่คนงานจ่ายเป็นค่าเครื่องบินให้แก่จำเลย มิใช่จำเลยออกเช็คให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ โจทก์จึงเป็นเพียงตัวแทนของคนงานเท่านั้นแม้เช็คจะระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินก็มีผลเพียงให้ถือไว้แทนคนงานหาได้ทำให้โจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 904 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ เช็คย่อมไม่มีมูลหนี้ที่โจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยผู้สั่งจ่ายรับผิดชำระเงินให้ตนได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท กระทำการผูกพันจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 3 ที่ 4 เป็นกรรมการของบริษัท จำเลยที่ 1 ได้รับใบอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ เมื่อประมาณกลางเดือนมีนาคม 2528 จำเลยได้ร่วมกันออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาบางเขนลงวันที่ 5 เมษายน 2528 สั่งจ่ายเงินจำนวน 320,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ในการที่โจทก์จัดหาคนงานมาให้จำเลยเพื่อส่งคนงานไปต่างประเทศ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่เพื่อเรียกเก็บเงินแทน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 344,000 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 320,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การว่า โจทก์ทรงเช็คโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ทั้งเช็คพิพาทนั้น โจทก์ จำเลยที่ 1ที่ 2 ไม่มีนิติสัมพันธ์และไม่มีมูลหนี้ต่อกัน ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในเช็คพิพาทไม่ว่าในฐานะใด จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้องขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามเช็คพิพาทให้โจทก์เป็นจำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2528 ซึ่งเป็นวันที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4เป็นกรรมการ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ผูกพันจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้โจทก์เป็นผู้แนะนำเกี่ยวกับการเตรียมตัวของคนงานที่จะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล.2 โจทก์ได้จัดหาคนงานมาให้จำเลยที่ 1 เพื่อจัดส่งไปทำงานในต่างประเทศจำนวน 32 คน คนงานดังกล่าวมอบเงินค่าเครื่องบินโดยสั่งจ่ายตั๋วแลกเงินจำนวน 32 ฉบับ มอบให้โจทก์นำไปให้จำเลยที่ 1 เป็นเงินคนละ 10,000 บาท ปรากฏตามตั๋วแลกเงินเอกสารหมาย ล.4 ถึง ล.35 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คพิพาทให้โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คพิพาทให้โจทก์หรือไม่เพียงใด ได้ความจากโจทก์ว่า เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2528 โจทก์พาคนงานจำนวน 32 คน ไปให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าใช้จ่ายในการติดต่อคนงานและดำเนินการขออนุญาตให้คนงานเดินทางไปต่างประเทศเป็นค่าพาหนะค่าหนังสือเดินทาง ค่าจำนองที่ดินและอื่น ๆ เป็นเงินคนละ 10,000บาท ให้โจทก์ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คพิพาท ลงวันที่5 เมษายน 2532 จำนวนเงิน 320,000 บาท จำเลยที่ 1 นำสืบว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ติดต่อนางประทุมพี่สาวจำเลยที่ 2เป็นผู้จัดหาคนงานส่งไปทำงานที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย จำเลยที่ 1จะเรียกค่าบริการจากคนงานคนละ 33,000 บาท นางประทุมติดต่อให้โจทก์หาคนงานได้ 32 คน นางประทุมกับโจทก์จะได้ผลประโยชน์แบ่งกันคนละครึ่ง จะได้รับผลประโยชน์เมื่อคนงานเดินทางไปทำงานต่างประเทศแล้ว คนงานที่โจทก์พามาสมัครงานกับจำเลยที่ 1 จำนวน32 คน ไม่มีเงินจ่ายค่าบริการ จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือขอสินเชื่อจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาสันป่าตอง ให้แก่คนงานจำนวน30 คน ธนาคารให้สินเชื่อโดยคนงานดังกล่าวนำโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน ในวงเงินคนละ 45,000 บาท ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ 2528 ธนาคารกรุงเทพจำกัด สาขาสันป่าตอง ได้ออกตั๋วแลกเงินฉบับละ 10,000 บาทจำนวน 32 ฉบับ ให้คนงาน แล้วให้โจทก์นำมามอบให้จำเลยที่ 1 โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ออกเช็คให้ 1 ฉบับ จำนวนเงิน 320,000 บาท เท่ากับจำนวนเงินตั๋วแลกเงิน 32 ฉบับ ให้โจทก์ไว้เพื่อเป็นประกัน ถ้าหากคนงานทั้ง 32 คน เดินทางล่าช้าหรือมีปัญหาไม่ได้เดินทางตามกำหนดให้โจทก์นำเช็คมาแลกเงินสดจากจำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 2ได้ไปซื้อตั๋วเครื่องบินให้คนงานทั้ง 32 คน ซึ่งจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศในวันที่ 6 มีนาคม 2528 ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม2528 คนงาน 17 คนแจ้งว่า ไม่ประสงค์จะเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ ขอเงินเดือนคนละ 10,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงคืนเงินให้คนงานทั้ง 17 คนตามเอกสาร ล.38 ถึง ล.54 จำเลยที่ 2 แจ้งให้โจทก์นำเช็คพิพาทมาเปลี่ย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15/2537 · ทนอย Thanoy