ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542

ฎีกาที่ 150/2542

หลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง ฐานฆ่าผู้อื่น ให้ประหารชีวิตและฐานทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย จำคุกคนละ 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ความผิดฐาน ทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายจึงต้องห้ามฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง คงมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาเฉพาะความผิด ฐานฆ่าผู้อื่น ซึ่งเมื่อพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม ดังกล่าวยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้พาผู้ตายขึ้นรถยนต์กระบะสีขาวไป และการที่ผู้ตายถูกฆ่าเกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกฟ้องในความผิดฐานทำให้ผู้อื่น ปราศจากเสรีภาพในร่างกายของจำเลยทั้งสองได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 เพราะเป็น ข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองซึ่งรับราชการเป็นตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอละแม มีอาวุธปืนสั้นเป็นอาวุธได้ร่วมกันฉุด ลากตัวนายดำ ชัยวรรณ ขึ้นรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ-1514 ชุมพร แล้วคุมตัวหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ทำให้นายดำปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ต่อมาหลังเกิดเหตุระหว่างที่ควบคุมตัวนายดำไว้ จำเลยทั้งสองใช้ของแข็งทุบตีกระแทกที่บริเวณหลังและลำตัวนายดำหลายครั้งจนกระดูกสันหลังแตก แล้วใช้ของแข็งมีคมตัดฟันคอนายดำจนศีรษะขาดเป็นเหตุให้นายดำถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 310, 83, 91 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานางหิ้น ชัยวรรณ มารดาของผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 310 วรรคแรกประกอบ มาตรา 83 รวมสองกระทง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นให้ประหารชีวิตฐานทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายจำคุก 1 ปี เมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้วจึงไม่นำโทษจำคุกมารวมอีกคงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับความผิดฐานทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี จึงต้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 คงมีปัญหามาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะความผิดฐานฆ่าผู้อื่น พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายพานายดำ ชัยวรรณ ผู้ตายขึ้นรถยนต์กระบะสีขาวไป ต่อมามีผู้พบศพผู้ตายอยู่ในสวนปาล์มของนายสิงโต ประไพพานิช ที่ตำบลทรายทองอำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันฆ่าผู้ตายตามฟ้องหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวเห็นสมควรพิจารณาก่อนว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้พาผู้ตายขึ้นรถยนต์กระบะสีขาวไปหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางลั่นทม ศิรินุพงศ์ ภริยาผู้ตายเบิกความว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2537 เวลาประมาณ20 นาฬิกา นายวาสนา เรืองแก้ว มาชวนนายดำ ชัยวรรณผู้ตายไปดูภาพยนต์ ที่บ้านกำนันเฉลิม บุญมาก ต่อมาเวลาประมาณ4 นาฬิกา ของวันใหม่ พยานทราบจากนายวาสนา นายอุดม ขุนเปีย นายทวี เศรษฐชนะ นายเสรี ศิรินุพงศ์ นายคัมภีร์ ศิรินุพงศ์ และนายนิคมเพื่อนผู้ตายว่า หลังจากนายวาสนาชวนผู้ตายไปดูภาพยนตร์ ปรากฏว่าภาพยนตร์ยังไม่ฉาย ผู้ตายกับพวกดังกล่าวได้ไปดื่มสุราที่ร้านอาหารริมทะเลอำเภอละแม หลังจากดื่มสุราเสร็จแล้วก็พากันกลับบ้านโดยใช้รถจักรยานยนต์ 3 คัน เป็นยานพาหนะขับผ่านสถานีตำรวจภูธรอำเภอละแม มีรถยนต์กระบะสีขาวหมายเลขทะเบียน บ-1514 ชุมพร แล่นตามหลังมาเบียดรถจักรยานยนต์คันที่นายวาสนาขับซึ่งมีผู้ตายนั่งซ้อนท้ายจนรถจักรยานยนต์ล้ม แล้วมีเสียงปืนดัง 1 นัด จากนั้นก็มีเจ้าพนักงานตำรวจลงจากรถยนต์คันดังกล่าว 2 คนพาผู้ตายขึ้นรถไป พยานจึงไปแจ้งความเมื่อเวลาประมาณ 10 นาฬิกาตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.1 เมื่อพิจารณาเอกสารฉบับดังกล่าวแล้วได้ความว่า ขณะที่ผู้ตายกับพวกขับรถจักรยานยนต์กลับบ้านได้ถูกรถยนต์กระบะสีขาวไม่ทราบหมายเลขทะเบียนเบียดจนรถเสียหลักล้ม และพวกผู้ตายได้ยินเสียงปืนดัง จึงวิ่งหนี และไม่ทราบว่าผู้ตายไปอยู่ที่ไหน ซึ่งจะเห็นได้ว่าข้อความที่พยานแจ้งไม่มีรายละเอียดว่าเจ้าพนักงานตำรวจพาผู้ตายขึ้นรถยนต์กระบะสีขาวไป และตอนที่พยานแจ้งก็ไม่ได้ระบุหมายเลขทะเบียนรถยนต์กระบะสีขาวไว้ด้วยนอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของนางลั่นทมอีกว่าเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2537 พยานกับพวกดังกล่าวได้ไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอละแม เห็นเจ้าพนักงานตำรวจ 2 คน เดินเข้ามาในสถานีตำรวจ นายวาสนากับพวกจำได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจ 2 คน นั้นคือผู้ที่พาผู้ตายไปในคืนเกิดเหตุพยานจึงแจ้งให้สารวัตรใหญ่ทราบ สารวัตรใหญ่จึงสั่งให้จับเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสองไว้ใช่จำเลยทั้งสองนี้ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.2 และต่อมาวันที่ 16 มกราคม 2537 พยานแจ้งความยืนยันให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.3 แต่เมื่อพิจารณาเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่า พยานแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่าพยานเป็นผู้สืบทราบว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้จับผู้ตายขึ้นรถยนต์กระบะสีขาวของจำเลยที่ 1 ไปหาใช่นายวาสนากับพวกเป็นผู้บอกแก่พยานไม่ ประกอบกับพยานปากนี้ให้การต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอละแมหลายครั้ง ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมายล.7 โดยครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2537 พยานให้การว่าทราบจากนายวาสนาว่าขณะที่นายวาสนาขับรถจักรยานยนต์มุ่งหน้าไปสี่แยกทุ่งสวรรค
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง