คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2547
ฎีกาที่ 1505/2547
หลักกฎหมาย
ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 35 ศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศเสียได้เฉพาะกรณีใดกรณีหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 34 แห่งบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวเท่านั้น มิได้รวมถึงกรณีที่อนุญาโตตุลาการต่างประเทศจะต้องทำคำชี้ขาดภายใน 180 วัน นับแต่วันตั้งอนุญาโตตุลาการคนสุดท้าย ภาระการพิสูจน์ว่าคู่สัญญาอนุญาโตตุลาการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บกพร่องในเรื่องความสามารถหรือไม่ และผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้จะถูกบังคับได้ทราบล่วงหน้าโดยชอบถึงการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการหรือการพิจารณา หรือไม่สามารถเข้าต่อสู้ในชั้นอนุญาโตตุลาการเพราะเหตุประการอื่นหรือไม่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 34 (1) และ (3) ตามลำดับ กำหนดให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้จะถูกบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นผู้พิสูจน์ไม่ใช่ผู้ร้อง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการโดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 4,999,384.38 ดอลลาร์สหรัฐ และ 363,367,000 ลีร์อิตาลี พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวทั้งสองจำนวน นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง และให้ผู้คัดค้านส่งมอบหนังสือค้ำประกันธนาคารเลขที่ 80190/608 วงเงิน 897,700 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งผู้ร้องมอบให้ผู้คัดค้านไว้คืนให้แก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาบังคับตามคำชี้ของอนุญาโตตุลาการแห่งสมาคมหอการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงปารีส โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 4,999,384.38 ดอลลาร์สหรัฐ และ 363,367,000 ลีร์อิตาลี พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวทั้งสองจำนวนนับแต่วันที่ 13 กันยายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง โดยดอกเบี้ยคำนวณนับแต่วันที่ 13 กันยายน 2542 จนถึงวันยื่นคำร้อง (วันที่ 13 กันยายน 2543) ไม่เกิน 124,984.61 ดอลลาร์สหรัฐ และ 9,084,175 ลีร์อิตาลี และให้ผู้คัดค้านส่งมอบหนังสือค้ำประกันธนาคารเลขที่ 80190/608 วงเงิน 897,700 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งผู้ร้องมอบให้ผู้คัดค้านไว้คืนให้แก่ผู้ร้อง กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 100,000 บาท ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายประเทศอิตาลี ประกอบธุรกิจค้าขายเครื่องจักร มีนายมาร์โค ปีรีซี่ เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน ผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรับซื้อและจำหน่ายสินค้าจำพวกเหล็กเส้น เหล็กแผ่น เศษเหล็ก และผลิตภัณฑ์ที่ทำด้วยเหล็กทั้งภายในและต่างประเทศ และอื่น ๆ ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย ร.9 ประเทศไทยเป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ฉบับนครนิวยอร์ค ตามเอกสารหมาย ร.6 โดยประเทศไทย ประเทศอิตาลี และประเทศฝรั่งเศส ต่างก็เป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาดังกล่าวตามเอกสารหมาย ร.7 เมื่อปี 2537 และ 2538 ผู้ร้องทำสัญญาซื้อขายเครื่องจักรกับผู้คัดค้านรวม 2 ฉบับ ตามเอกสารหมาย ร.14 และ ร.15 โดยผู้ร้องตกลงจัดหาเครื่องจักรให้แก่ผู้คัดค้านเพื่อให้ผู้คัดค้านนำมาติดตั้งในโรงงานผลิตเหล็กเส้นแห่งใหม่ของผู้คัดค้านในประเทศไทย ซึ่งผู้ร้องให้จัดหาเครื่องจักรไปติดตั้งในโรงงานของผู้คัดค้าน และผู้คัดค้านได้ชำระเงินบางส่วนให้แก่ผู้ร้องแล้ว ต่อมาผู้ร้องและผู้คัดค้านมีข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาดังกล่าว ผู้คัดค้านจึงยื่นฟ้องผู้ร้องเป็นคดีแพ่งที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ ผู้ร้องได้ให้การพร้อมกับฟ้องแย้งและยื่นคำร้องขอให้ศาลจำหน่ายคดีไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ ศาลจังหวัดสมุทรปราการมีคำสั่งไม่รับฟ้องของผู้คัดค้านกับไม่รับฟ้องแย้งของผู้ร้อง และให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ ตามคดีหมายเลขแดงที่ 4372/2541 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ เอกสารหมาย ร.1 ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ผู้ร้องจึงเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการของสมาคมหอการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงปารีส เป็นผู้ชี้ขาด ต่อมาคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้อง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการแรกว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของสมาคมหอการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงปารีส เอกสารหมาย ร.10 ซึ่งทำเกิน 180 วัน นับแต่วันตั้งอนุญาโตตุลาการคนสุดท้ายเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มีผลผูกพันคู่กรณีนี้ด้วย เนื่องจากประเทศไทยเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ คำชี้ขาดดังกล่าวจึงไม่ถูกต้องและขัดต่อกฎหมายหรือหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติระหว่างประเทศนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการทำสัญญากัน มาตรา 21 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยอนุญาโตตุลาการในประเทศ แต่คดีนี้เป็นเรื่องการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ จึงต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 หมวด 6 ซึ่งมีบทบัญญัติมาตรา 34 บัญญัติว่า "การขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศที่อยู่ในบังคับแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือ และการใช้บังคับคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ฉบับนครนิวยอร์ค ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2501 (ค.ศ.1958) นั้น ศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธเสียได้ ถ้าผู้ซึ่งจะถูกบังคับสามารถพิสูจน์ได้ว่า (1) คู่สัญญาอนุญาโตตุลาการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บกพร่องในเรื่องค
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง