คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555
ฎีกาที่ 15066/2555
หลักกฎหมาย
โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลครอบครัวแห่งรัฐนิวยอร์ก เขตปกครองเรนเซลาเออร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีคำพิพากษาว่าจำเลยเป็นบิดาของเด็กชาย อ. บุตรผู้เยาว์ และให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย อ. เป็นรายเดือนแก่โจทก์ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ให้เป็นไปตามสัญญา การที่จำเลยกลับมาประเทศไทยโดยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วโจทก์มายื่นฟ้องจำเลยต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางให้จำเลยชำระเงินตามที่กำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เมื่อข้อ 6 แห่งสัญญาระบุว่า สัญญานี้จะผูกพัน โจทก์จำเลยและบุตรผู้เยาว์ให้เป็นไปตามมาตรา 516 ของกฎหมายศาลครอบครัว ย่อมเห็นเจตนาของโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีว่าประสงค์จะให้กฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาบังคับ ซึ่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใด บังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญ หรือผลแห่งสัญญานั้น ให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี..." เมื่อข้อสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนชาวไทยตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว ศาลไทยจึงรับพิจารณาคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวได้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา และคำสั่งศาลครอบครัวแห่งรัฐนิวยอร์กได้
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 22,746,649.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูรายเดือน เดือนละ 3,472.88 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 128,045.09 บาท นับแต่เดือนธันวาคม 2549 เป็นต้นไป และให้ชำระเงินเบี้ยประกันชีวิตรายปี ปีละ 5,400 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 199,098 บาท แก่โจทก์นับแต่ปี 2550 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะมีอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 477,972.85 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 2 พฤศจิกายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงดูบุตรรายเดือน เดือนละ 3,450 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าผู้เยาว์จะมีอายุ 21 ปีบริบูรณ์ โดยการชำระหนี้ให้คิดเป็นเงินไทย ตามอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งเป็นอัตราขายโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรรายเดือนให้จำเลยชำระเดือนละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่ผู้เยาว์ นับแต่เดือนธันวาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าผู้เยาว์จะอายุ 21 ปีบริบูรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า กรณีจึงมีปัญหาต้องพิจารณาว่าผลแห่งสัญญาดังกล่าวจะต้องบังคับตามกฎหมายของประเทศใด เห็นว่า การที่โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลดังกล่าว โดยในสัญญาข้อที่ 6 ระบุว่า สัญญานี้จะผูกพันโจทก์จำเลยและบุตรผู้เยาว์ให้เป็นไปตามมาตรา 516 ของกฎหมายศาลครอบครัว ย่อมเห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีได้ว่าประสงค์จะใช้กฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาบังคับ ในกรณีนี้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือผลแห่งสัญญานั้นให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี..." ประกอบกับเมื่อพิจารณาข้อสัญญาประนีประนอมยอมความตามคำแปลท้าย ซึ่งจำเลยไม่ได้แย้งความถูกต้องของการแปลแล้ว เห็นว่า ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนชาวไทยตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ศาลไทยจึงรับพิจารณาคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวได้ แม้โจทก์และจำเลยจะมีข้อตกลงหรือเงื่อนไขว่าจำเลยจะต้องรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวต่อเมื่อผลการทดสอบตามวิธีการที่กำหนดไว้ยืนยันว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรผู้เยาว์ แต่ข้อตกลงหรือเงื่อนไขดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา ซึ่งในข้อที่ 1 กล่าวถึงผลการทดสอบว่าหากแสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรผู้เยาว์โดยถือค่าความเป็นไปได้ร้อยละ 95 ขึ้นไป ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามสัญญา กล่าวคือ จำเลยต้องรับผิดตามสัญญา และในข้อที่ 7 กล่าวถึงอำนาจการตัดสินคดีของศาลครอบครัวแห่งรัฐนิวยอร์กว่าสัญญานี้และคำสั่งอื่นใดอันรวมเข้ากับสัญญาจะต้องได้รับการเห็นคุณค่า ผูกมัด เป็นที่สุด เด็ดขาด และสามารถบังคับได้ในศาลที่เหมาะสมของต่างประเทศอื่นใด เมื่อศาลดังกล่าวมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรผู้เยาว์ (พร้อมคำแปล) ภายหลังจากที่ผลตรวจหาความเป็นบิดา ยืนยันได้ว่าจำเลยเป็นบิดาของผู้เยาว์แล้ว จำเลยจึงต้องผูกพันตามสัญญาและคำสั่งศาลดังกล่าว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาและคำสั่งศาลดังกล่าวได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมานั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ปัญหาตามฎีกาของจำเลยในประการต่อมาในข้อที่ว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เยาว์ โจทก์จะฟ้องเองไม่ได้นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1565 บัญญัติไว้ว่า การร้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรหรือขอให้บุตรได้รับการอุปการะเลี้ยงดูโดยประการอื่น นอกจากอัยการจะยกคดีขึ้นว่ากล่าวตามมาตรา 1562 แล้ว บิดาหรือมารดาจะนำคดีขึ้นว่ากล่าวก็ได้ จึงเป็นมาตราที่ให้อำนาจบิดาหรือมารดาฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรโดยมิได้ฟ้องในนามของบุตร หรือในฐานะเป็นผู้แทนบุตรแต่เป็นการฟ้องในฐานะที่ตนเองเป็นบิดาหรือมารดาและเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร แม้โจทก์ไม่ระบุในคำฟ้องว่าโจทก์ในฐานะมารดาผู้กระทำการแทนบุตร โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง อีกทั้งคดีนี้โจทก์และจำเลยได้ตกลงระงับข้อพิพาทเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์ในฐานะคู่สัญญาย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยไ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง