ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2526

ฎีกาที่ 1507/2526

หลักกฎหมาย

ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในเรื่องวินัยและการรักษาวินัยกำหนดให้ถือตามระเบียบข้าราชการพลเรือนซึ่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนฯ ห้ามมิให้ข้าราชการพลเรือนฯ ประพฤติชั่ว หากผู้ใดประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งมีโทษให้ออกปลดออก หรือไล่ออก การที่โจทก์นำตัวเหี้ยไปผูกไว้ที่ต้นปาล์มหน้าโรงงาน และปิดประกาศมีข้อความหยาบคาย ด่าดูหมิ่นเหยียดหยาม ขับไล่ อ. ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา อันเป็นการไม่เคารพและแสดงถึงความประพฤติในทางเสื่อมทรามของโจทก์จึงถือได้ว่าโจทก์กระทำการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับฯ ของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องตักเตือนเป็นหนังสือและไม่จ่ายค่าชดเชยได้ ประกาศกระทรวงมหาดไทยฯ ข้อ 68 ให้อำนาจนายจ้างกำหนดวินัยและโทษทางวินัยขึ้นใช้บังคับแก่ลูกจ้างได้ แต่ในกรณีลูกจ้างกระทำผิดวินัยอันมีโทษถึงปลดออกและนายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาว่าการกระทำผิดของลูกจ้างต้องด้วยกรณีใดกรณีหนึ่งตามข้อ 47(1) ถึง (6) แห่งประกาศฯดังกล่าวเป็นสำคัญ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2521 จำเลยปลดโจทก์ออกจากงานฐานกระทำผิดวินัย โดยกล่าวหาว่าโจทก์ปิดประกาศข้อความว่า "ไอ้ตัวร้าย จัญไร ใจสัตว์ อรุณ สัตย์ตะเมฆ ออกไปให้พ้นจากโรงงานสุรา คนงานพนักงานไม่ต้องการแล้วโว้ย" เป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามผู้บังคับบัญชา ซึ่งมิใช่เป็นการปลดโจทก์ในกรณีใดกรณีหนึ่งตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 47 ขอให้พิพากษาบังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย โบนัส และบำเหน็จให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า โจทก์กระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างอย่างร้ายแรง โดยจำเลยนำตัวเหี้ยไปผูกไว้ที่โคนต้นปาล์มและปิดประกาศมีข้อความตามฟ้อง โดยมีเจตนาให้นายอรุณ ศตะเมฆ ผู้จัดการโรงงานอันเป็นตัวแทนของจำเลยได้รับความเสียหายเป็นการแสดงเจตนาดูหมิ่นเหยียดหยามต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งตามกฎข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยให้ถือตามระเบียบข้าราชการพลเรือน ถือว่าเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จหรือโบนัส ขอให้ยกฟ้อง ชั้นแรกศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์จงใจทำให้นายจ้างเสียหายต้องด้วยข้อยกเว้นในข้อ 47(2) แห่งประกาศกระทรวงมหาดไทยฯ อันเป็นข้อยกเว้นที่จำเลยจะเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และไม่ต้องจ่ายเงินบำเหน็จและโบนัสตามระเบียบของจำเลย พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับนายอรุณ และกรณีไม่เข้าตามข้อยกเว้นในข้อ 47(2) แห่งประกาศฯ ดังกล่าว แต่คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์เข้าตามข้อยกเว้นในข้อ 47(1) และ (3) หรือไม่ สมควรให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว ตลอดทั้งปัญหาเรื่องค่าชดเชย โบนัสและบำเหน็จต่อไป พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์เป็นการผิดวินัยอย่างร้ายแรงถือได้ว่าเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 มาตรา 81 ซึ่งจะต้องรับโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก ตามความร้ายแรงแห่งกรณี และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกำหนดให้ลูกจ้างต้องรักษาวินัยตามระเบียบข้าราชการพลเรือนซึ่งใช้บังคับอยู่โดยอนุโลม การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามข้อ 47(3) และโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จและโบนัสจากจำเลย พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 6.6 กำหนดว่า "ลูกจ้างต้องรักษาวินัยตามระเบียบข้าราชการพลเรือนซึ่งใช้บังคับอยู่โดยอนุโลมตามควรแก่กรณี" ซึ่งมีความหมายว่า ระเบียบข้อบังคับของจำเลยกำหนดให้ถือระเบียบข้าราชการพลเรือนในเรื่องวินัยและการรักษาวินัยเป็นข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยด้วย และตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน มาตรา 81 บัญญัติว่า "ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง" ซึ่งมีโทษให้ออก ปลดออกหรือไล่ออก เห็นได้ว่า พฤติการณ์ที่โจทก์กระทำต่อนายอรุณเป็นไปในลักษณะดูหมิ่นเหยียดหยามให้ได้รับความอับอายขายหน้า ซึ่งโจทก์ในฐานะพนักงานผู้ใต้บังคับบัญชาไม่พึงกระทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะไม่เป็นการเคารพผู้บังคับบัญชาแล้วยังแสดงให้เห็นถึงความประพฤติของโจทก์ไปในทางที่เสื่อมทรามอีกด้วย การกระทำดังกล่าวของโจทก์จึงได้ชื่อว่าเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 มาตรา 81 และถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(1) จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องตักเตือนเป็นหนังสือและได้รับยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ข้ออุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนไม่อาจนำมาใช้ปรับบทของกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นกรณีของโจทก์ได้เพราะขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงานและความสงบเรียบร้อยของประชาชน เห็นว่า วินัยและโทษทางวินัยเป็นรายการที่นายจ้างต้องให้มีกำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 68 เป็นแต่ประกาศฯ ฉบับดังกล่าวมิได้กำหนดถึงการกระทำของลูกจ้างที่เป็นความผิดทางวินัยไว้เท่านั้น หาได้หมายความว่านายจ้างไม่อาจกำหนดวินัย โทษทางวินั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1507/2526 · ทนอย Thanoy