ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558

ฎีกาที่ 15098/2558

หลักกฎหมาย

โจทก์เป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 โดยบริษัท ร. เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโจทก์ และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของบริษัทให้แก่โจทก์เพื่อใช้ประกอบกิจการวิทยาลัย ต่อมาโจทก์จัดสรรเงินส่วนแบ่งกำไรที่ได้จากการประกอบกิจการของโจทก์ให้แก่บริษัท ร. อันเป็นการจัดสรรเงินรายได้จากการประกอบกิจการให้บริการด้านการศึกษาของโจทก์ตามมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 เงินผลประโยชน์ที่ผู้รับใบอนุญาตได้รับจากโจทก์จึงเป็นเงินได้จากการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) ตามมาตรา 40 (8) แห่ง ป.รัษฎากร และตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่ง ป.รัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ข้อ 12/1 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการให้บริการอื่น ๆ... หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0 ..." ตาม พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 284) พ.ศ.2538 มาตรา 3 กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่ง ป.รัษฎากร สำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ดังนี้ (1) กำไรสุทธิที่ได้จากกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน... (2) เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการตาม (1) โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ฯ ไม่เข้าลักษณะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 39 แห่ง ป.รัษฎากร เงินผลประโยชน์ที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัท ร. จึงไม่อาจถือเป็นเงินส่วนแบ่งของกำไรตามมาตรา 40 (4) (ข) เงินผลประโยชน์ที่ผู้รับใบอนุญาตได้รับจากโจทก์ จึงไม่ได้รับยกเว้นตาม พ.ร.ฎ.ดังกล่าว

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ของสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 16 ฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม 2552 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส.7) เลขที่ สภ.2/อธ.3/1/7/2553 ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ของสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 16 ฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม 2552 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส.7) เลขที่ สภ.2/อธ.3/1/7/2553 ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 และตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 โจทก์เป็นนิติบุคคลตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บริษัทรอยัลปริ๊นเซส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ขอรับใบอนุญาตจัดตั้งวิทยาลัยโจทก์ ใช้ชื่อว่า "วิทยาลัยดุสิตธานี" เมื่อได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโจทก์ บริษัทรอยัลปริ๊นเซส จำกัด (มหาชน) ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 6 ไร่ รวมอาคาร 5 ชั้น ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินบริเวณถนนศรีนครินทร์ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ตลอดจนอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบกิจการวิทยาลัย รวมทั้งทรัพย์สินที่ใช้เป็นทุนในการดำเนินการรวม 217,715,881.74 บาท ให้แก่โจทก์ ตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2544 และวันที่ 1 ตุลาคม 2545 โจทก์จัดสรรผลประโยชน์ที่ได้จากการประกอบกิจการของโจทก์ให้แก่บริษัทรอยัลปริ๊นเซส จำกัด (มหาชน) จำนวน 8,000,000 บาท และจำนวน 11,000,000 บาท โดยได้รับอนุมัติจากสภาสถาบันของโจทก์ตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2552 โจทก์ได้รับหนังสือจากสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 16 แจ้งให้โจทก์นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย เนื่องจากเงินผลประโยชน์ที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทรอยัลปริ๊นเซส จำกัด (มหาชน) ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายทุกคราวที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ลงวันที่ 26 กันยายน 2528 ตามหนังสือตอบข้อหารือของสำนักกฎหมายกรมสรรพากร ที่ กค. 0702/3537 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 รวมเป็นเงินภาษี 570,000 บาท และเงินเพิ่ม 570,000 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานชอบแล้ว ให้ยกอุทธรณ์ โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบหรือไม่ เห็นว่ามาตรา 40 (4) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กองทุนรวม หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม เฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายดังกล่าว" ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เงินได้ที่ถือเป็นเงินส่วนแบ่งของกำไรตามมาตรา 40 (4) (ข) นั้น ต้องเป็นเงินได้ที่ได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กองทุนรวม หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม ซึ่งตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล" หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้หมายความรวมถึงกิจการตาม (1) ถึง (3) และนิติบุคคลที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น เมื่อโจทก์มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 มิใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามความหมายของมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งโจทก์ยังเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากบริษัทรอยัลปริ๊นเซส จำกัด ผู้รับใบอนุญาต ดังนั้น เงินผลประโยชน์ที่ผู้รับใบอนุญาตได้รับจากโจทก์ซึ่งมิใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร จึงมิใช่เงินส่วนแบ่งของกำไรตามมาตรา 40 (4) (ข) แห่ง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15098/2558 · ทนอย Thanoy