ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548

ฎีกาที่ 1510/2548

หลักกฎหมาย

ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ชกต่อยกับโจทก์ร่วม ส่วนจำเลยที่ 2 ใช้ไม้ตีโจทก์ร่วมโดยไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนร่วมรู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีและพกอาวุธปืนมาด้วย หรือได้มีการคบคิดกันมาก่อนว่าจะใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม แม้จำเลยทั้งสามจะเกิดความไม่พอใจโจทก์ร่วมจากสาเหตุอย่างเดียวกันและนั่งรถมาด้วยกันก่อนเกิดเหตุ ทั้งยังขึ้นรถยนต์หลบหนีไปด้วยกันหลังเกิดเหตุ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้พูดจาหรือกระทำการใดๆ อันอาจถือได้ว่าเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการพยายามฆ่าโจทก์ร่วม และการที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 ตามลำพัง อันเป็นการตัดสินใจของจำเลยที่ 1 โดยฉับพลันในขณะนั้นเอง ดังนั้น เมื่อโจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสจากการถูกจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิง มิใช่ผลโดยตรงอันเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายเท่านั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 คงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 เพราะความผิดฐานพยายามฆ่ารวมการกระทำดังกล่าวซึ่งเป็นความผิดได้อยู่ในตัวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 จำเลยที่ 3 ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ ซึ่งมีผลเท่ากับจำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาในความผิดฐานนี้ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในฐานความผิดฐานนี้แล้ว จึงเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ศาลชั้นต้นมิได้อนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วมในความผิดต่อ พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ เพราะโจทก์ร่วมมิใช่เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานดังกล่าว ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 12 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 9 ปี ย่อมห้ามมิให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์ร่วมเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 91, 83, 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8, ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานายสมชาย จดแตง ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามฆ่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 288, 80, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 12 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมืองและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 14 ปี ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า คำรับสารภาพของจำเลยทั้งสามในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยคนละ 10 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 3 ได้ชกต่อยและกอดปล้ำกับโจทก์ร่วม ขณะเดียวกันโจทก์ร่วมถูกตีที่ศีรษะได้รับบาดเจ็บแผลยาวประมาณ 1 เซนติเมตร และถูกยิงด้วยอาวุธปืน 1 นัด ที่ชายโครงด้านซ้าย กระสุนปืนทะลุกระบังลม กระเพาะอาหาร ขั้วไตซ้ายและกล้ามเนื้อหลังมีเลือดตกภายในช่องท้อง 2,000 มิลลิลิตร (2 ลิตร) ต้องผ่าตัดรักษาโดยการตัดไตข้างซ้ายออก เย็บซ่อมกระเพาะอาหาร เย็บซ่อมกระบังลม แพทย์ลงความเห็นว่า หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีโจทก์ร่วมจะเสียชีวิต และบาดแผลของโจทก์ร่วมจะรักษาหายภายใน 1 เดือน ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย ป.จ.6 (ศาลจังหวัดชลบุรี) โจทก์ร่วมรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 9 วัน และรักษาต่อที่บ้านอีกประมาณ 1 เดือน จึงหายเป็นปกติมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามร่วมกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีประจักษ์พยานมาเบิกความ 2 ปาก คือ ตัวโจทก์ร่วมและนางทุเรียน สนธิ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนค้าขายกุ้งด้วยกันได้ความจากโจทก์ร่วมว่ารู้จักจำเลยทั้งสามมาก่อนเนื่องจากค้าขายกันมา 2 ปีเศษ ส่วนนางทุเรียนเบิกความว่า รู้จักจำเลยที่ 1 มาประมาณ 6 ถึง 7 ปี เคยออกทะเลด้วยกัน จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 เห็นมาตั้งแต่ยังเด็ก ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 พยานทั้งสองเบิกความถึงเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุว่าโจทก์ร่วมว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์มาบรรทุกกุ้งจากบ่อกุ้งที่ตำบลบางนาง อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี นำไปส่งที่ตลาดกลางค้ากุ้งมหาชัย ตำบลมหาชัย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ตอนเช้าของวันที่ 4 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 3 นำรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปรับกุ้งที่บ่อกุ้งและนำกุ้งขึ้นรถยนต์บรรทุกเสร็จเมื่อเวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยที่ 3 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อออกจากบ่อกุ้งโดยไฟหน้าของรถใช้การไม่ได้ โจทก์ร่วมขับรถยนต์กระบะตามไปพร้อมกับนางทุเรียน ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์บรรทุกกุ้งไปได้ประมาณ 2 กิโลเมตร ก็เกิดอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำกุ้งที่บรรทุกราคาประมาณ 500,000 บาท ได้รับความเสียหาย โจทก์ร่วมลงจากรถยนต์ไปต่อว่าจำเลยที่ 3 ว่า ถ้าขับรถอย่างนี้ผมหมดตัวแล้ว ให้เอาไปเผาเลยทั้งกุ้งทั้งรถ จำเลยที่ 3 พูดตอบว่า ให้มึงเอาไปเผาสิ จากนั้นได้โทรศัพท์แจ้งจำเลยที่ 1 ให้นำรถยนต์บรรทุกมาเปลี่ยน ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขับรถยนต์กระบะมาถึงโดยมีรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันใหม่มาเปลี่ยนถ่ายกุ้ง ระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 ได้พูดบ่น โจทก์ร่วมจึงพูดว่าตนเป็นผู้เช่ารถยนต์มา จำเลยที่ 1 โต้ตอบว่า ถึงบ้านจะเห็นดีกัน เมื่อเปลี่ยนถ่ายกุ้งเสร็จรถยนต์บรรทุกคันใหม่ก็เดินทางไปที่บ้านของจำเลยที่ 1 ที่ตำบลคลองด่าน อำเภอคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อคัดแยกกุ้งใหม่ก่อนจะนำไปส่งที่ตลาดกลางค้ากุ้งมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ต่อไปในคืนนั้น ส่วนเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ ได้ความจากพยานทั้งสองว่า โจทก์ร่วมและนางทุเรียนเดินทางไปถึงตลาดกลางค้ากุ้งมหาชัยเมื่อเวลาประมาณ 3 นาฬิก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1510/2548 · ทนอย Thanoy