คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 15108/2558
หลักกฎหมาย
แม้ พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 32 จะบัญญัติให้ผู้ได้รับความเสียหายเพราะการประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้ใด มีสิทธิกล่าวหาผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้นั้น โดยทำเรื่องยื่นต่อแพทยสภา และคณะกรรมการมีสิทธิกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้มีพฤติการณ์ที่สมควรให้มีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม แต่บทกฎหมายดังกล่าวมิได้จำกัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่ใช้สิทธิตามบทกฎหมายนั้น มิให้ใช้สิทธิทางศาลฟ้องร้องผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่กระทำละเมิดต่อตนแต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหกโดยไม่จำต้องรอฟังผลคำสั่งของแพทยสภา
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 73,426,042 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 68,303,295 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทอาคเนย์ ประกันภัย (2000) จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยแสดงเหตุว่า จำเลยที่ 5 ได้ทำสัญญาประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกไว้กับบริษัทดังกล่าว บริษัทดังกล่าวต้องร่วมรับผิดด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้องและยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย 1,704,572 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ให้เป็นพับ โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 อุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 2,250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ฎีกา โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางมาลี ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประกอบกิจการโรงพยาบาล ใช้ชื่อว่าโรงพยาบาลนวนคร จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลนวนคร จำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 โดยจำเลยที่ 2 เป็นแพทย์ศัลยกรรมทั่วไป จำเลยที่ 3 เป็นแพทย์ศัลยกรรมทั่วไปและดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์ จำเลยที่ 6 เป็นแพทย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นแพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง และจำเลยที่ 5 เป็นแพทย์ศัลยกรรมกระดูกประจำโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชมารับจ้างจำเลยที่ 1 รักษาคนไข้นอกเวลาที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2544 เวลา 18 นาฬิกา โจทก์ขับรถยนต์มีภริยาและญาติโดยสารมาตามถนนพหลโยธินจากกรุงเทพมหานครมุ่งหน้าจังหวัดสระบุรีในช่องทางด่วน เมื่อมาถึงบริเวณตลาดไท อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เกิดอุบัติเหตุยางล้อรถระเบิดเป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์ขับพลิกคว่ำตกลงร่องน้ำข้างถนน โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกนำส่งโรงพยาบาลนวนคร ขณะนั้นจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่แพทย์เวรประจำห้องผู้ป่วยฉุกเฉินได้ทำการรักษาโจทก์เบื้องต้น ต่อมาเวลา 23 นาฬิกา จำเลยที่ 5 ทำการรักษาโจทก์เฉพาะบริเวณขาด้านขวา หลังจากนั้นจำเลยที่ 4 ทำการรักษาเฉพาะบริเวณใบหน้าโจทก์ หลังรับการผ่าตัดโจทก์พักรักษาในห้องผู้ป่วยวิกฤต (ไอซียู) วันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ย้ายไปพักห้องผู้ป่วยทั่วไป จนกระทั่งวันที่ 3 พฤศจิกายน 2544 เวลา 11 นาฬิกา โจทก์ย้ายไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ครั้นวันที่ 4 พฤศจิกายน 2544 เวลา 11 นาฬิกา แพทย์โรงพยาบาลพญาไท 2 ทำการรักษาโดยผ่าตัดขาขวาบริเวณหน้าแข้งของโจทก์และใส่ขาเทียมช่วยเดินปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ. 1 และผ่าตัดรักษาบาดแผลที่บริเวณใบหน้าโจทก์หลายครั้ง ปัจจุบันโจทก์มีสภาพใบหน้าปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ.11 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างมาในศาลล่างทั้งสอง จำเลยที่ 1 ก็มีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้ ซึ่งแม้พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 32 จะบัญญัติให้ผู้ได้รับความเสียหายเพราะการประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้ใด มีสิทธิกล่าวหาผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้นั้น โดยทำเรื่องยื่นต่อแพทยสภา และคณะกรรมการมีสิทธิกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้มีพฤติการณ์ที่สมควรให้มีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม แต่บทกฎหมายดังกล่าวมิได้จำกัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่ใช้สิทธิตามบทกฎหมายนั้น มิให้ใช้สิทธิทางศาลฟ้องร้องผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่กระทำละเมิดต่อตนแต่อย่างใด ดังนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหกโดยไม่จำต้องรอฟังผลคำสั่งของแพทยสภา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง