ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 1513/2551

หลักกฎหมาย

การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม อันจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 326 และมาตรา 328 นั้น จะต้องได้ความว่าการใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันรู้ได้แน่นอนว่าเป็นใคร หรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ และความผิดฐานหมิ่นประมาทที่ได้กระทำโดยการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์นั้นต้องพิเคราะห์จากข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ตามคำฟ้องเท่านั้นว่า ผู้อ่านสามารถทราบได้หรือไม่ว่าบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างตามที่ลงพิมพ์นั้นเป็นผู้ใด ข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ไม่มีข้อความในที่ใดที่ระบุชื่อและนามสกุลของโจทก์หรือพอจะให้ทราบได้ว่าเป็นโจทก์ผู้บังคับการ พ. กองบังคับการหมายเลข 5 ที่กำลังจะเกษียณในปี 2546 ได้ไป 3 ล้านบาท ทำทุนหลังเกษียณนั้น ก็ไม่ได้ระบุชื่อโดยชัดแจ้งว่าเป็นผู้ใด ชื่อที่ระบุเป็นเพียงอักษรย่อเท่านั้น และมิได้ระบุนามสกุล ทั้งสถานที่ทำงานกองบังคับการหมายเลข 5 ก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นที่ใดบุคคลทั่วไปที่อ่านข้อความย่อมไม่อาจทราบหรือเข้าใจได้ว่าอักษรย่อ พ. หมายความถึงผู้ใดและเป็นเรื่องจริงตามที่ลงพิมพ์หรือไม่ หากต้องการรู้ความหมายว่าเป็นผู้ใดก็ต้องไปสืบเสาะค้นหาเพิ่มเติมทั้งไม่แน่ว่าหลังจากสืบเสาะค้นหาเพิ่มเติมแล้วจะเป็นตัวโจทก์จริงหรือไม่และหากหลังจากสืบเสาะค้นหาแล้วจึงทราบว่าหมายความถึงโจทก์ก็มิใช่ทราบจากข้อความที่ลงพิมพ์ แต่ทราบจากการที่บุคคลผู้นั้นได้สืบเสาะค้นหาข้อเท็จจริงมาเองในภายหลัง มิได้ทราบว่าหมายความถึงโจทก์โดยอาศัยข้อความจากหนังสือพิมพ์ ลำพังเพียงข้อความตามที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์จึงยังไม่เป็นข้อความที่หมิ่นประมาทโจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับราชการตำรวจสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 มีหน้าที่สืบสวนผู้กระทำผิดให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาระดับสูง จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดใช้ชื่อว่า บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์รายวันผู้จัดการ จำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์รายวันชื่อผู้จัดการของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ในการรับผิดชอบจัดทำ ตรวจแก้ คัดเลือก หรือควบคุมบทประพันธ์ หรือสิ่งใดในหนังสือพิมพ์รายวันผู้จัดการและหรือจัดการรับผิดชอบในการพิมพ์ ในการผลิตสิ่งพิมพ์จัดการการแพร่หลายด้วยประการใด ๆ ไม่ว่าเป็นด้านการขาย เสนอขาย แจกจ่าย หรือเสนอแจกจ่าย และไม่ว่าจะเป็นการให้เปล่าหรือไม่ก็ตาม จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของกิจการอาบอบนวด 6 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร และเป็นผู้ต้องหาในคดีรื้อบาร์เบียร์อยู่ในเขตรับผิดชอบของโจทก์ จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมาย กล่าวคือ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 เวลากลางวันจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันใส่ความโจทก์ต่อผู้อ่านหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน โดยจำเลยที่ 3 ให้สัมภาษณ์แก่นักข่าวในคอลัมนิสต์ ข่าวปนคน คนปนข่าว หน้าที่ 16 เจ้าของคอลัมน์นิสต์ใช้นามปากกาว่า "เซี่ยงเส้าหลง" โดยมีข้อความส่วนหนึ่งความว่า "แน่นอนว่าหัวหน้าผู้รักษากฎหมายในท้องที่ ล. ที่มีชื่ออักษรย่อ ป.ว. ต้องรับรู้มาตั้งแต่ต้น รวมทั้งเป็นไปไม่ได้ที่หน่วยเหนือระดับกองบังคับการหมายเลข 5 ภายใต้การบังคับบัญชาของ พ. ที่จะกำลังเกษียณในปี 2546 จะไม่ได้รับรู้มาแต่ต้นเช่นกัน เพราะก่อนปฏิบัติงานตัวแทนบริษัทผู้รับเหมาได้ส่งทนายความไปลงบันทึกประจำวันไว้ล่วงหน้าแล้วที่ท้องที่ ล. เนื่องจากเห็นเป็นเรื่องใหญ่ เกรงจะมีปัญหาทางกฎหมาย ทั้ง พ. และ ป.ว. ในช่วงระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2546 ได้รับเงินบรรณาการจากจำเลยที่ 3 ที่ต้องการเคลียร์ตนเองให้พ้นจากคดีนี้ไปรวมกัน 8 ล้านบาท โดย พ. รับไป 3 ล้านบาท ป.ว. รับไป 5 ล้านบาท นอกจากนี้ ป.ว. เป็นคนพาจำเลยที่ 3 เข้าไปพบ ส. ตัวสูง เพื่อให้พาเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อให้รับผิดชอบค่าเสียหายแก่บรรดาบาร์เบียร์ที่ถูกรื้อ ป.ว. ซึ่งอยู่ในท้องที่ ล. มาแล้ว 5 ปี เป็นคนในเครือข่าย ส. ตัวสูง เข้านอกออกในบ้านเป็นปกติ ในขณะที่ พ. เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับ ส. ตัวสูง ซึ่งผู้บังคับการ พ. ที่ได้ไป 3 ล้านบาท ทำทุนหลังเกษียณมีเรื่องเล่าว่าในชั้นต้นได้เพียง 2 ล้านบาท จึงส่งกลับคืน พร้อมบอกว่าไม่พอ จึงได้รับเพิ่มไปอีก 1 ล้าน" โดยจำเลยที่ 3 ได้ให้สัมภาษณ์อันเป็นการจูงใจให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำการใด ไม่ว่าด้วยการใช้บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันตีพิมพ์ข้อความดังกล่าว ทั้งนี้จำเลยทั้งสามมีเจตนาให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์หรือประชาชนเข้าใจว่าโจทก์เรียกรับเงินจากจำเลยที่ 3 โดยผิดกฎหมาย ทั้งนี้ตามข้อความที่ให้สัมภาษณ์อันเป็นการจูงใจให้ประชาชนผู้อ่านหนังสือพิมพ์รายวันผู้จัดการ เข้าใจว่าโจทก์รับราชการประพฤติมิชอบ เรียกรับเงินจากจำเลยที่ 3 โดยผิดกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ทราบว่าข้อความที่จำเลยที่ 3 ให้สัมภาษณ์ดังกล่าวย่อมทำให้ประชาชนและผู้อ่านหนังสือพิมพ์มีความรู้สึกไม่ดีต่อโจทก์ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 ว่าประพฤติมิชอบ ทั้งนี้ จำเลยที่ 3 ก็ไม่มีพยานหลักฐานใดว่า โจทก์รับ "ส่วน" และข้อความที่จำเลยที่ 3 ให้สัมภาษณ์นั้นเป็นการอ้างลอย ๆ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็รู้อยู่แก่ใจว่าย่อมทำให้เกิดความเสียหายเสียชื่อเสียงต่อวงศ์ตระกูลและตำแหน่งหน้าที่การงานชั่วอายุราชการของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 3 กระทำผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้อาศัยโอกาสจากการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ หรือเนื่องจากการประกอบวิชาชีพตีพิมพ์ข้อความดังกล่าวโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของโจทก์และผู้อื่นที่ถูกกล่าวหาโดยปราศจากมูลความเป็นจริง ทั้งนี้ จำเลยทั้งสามก็รู้อยู่แก่ใจว่าข้อความที่จำเลยที่ 3 ให้สัมภาษณ์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ตีพิมพ์ข้อความดังกล่าวข้างต้น ไม่ใช่เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนพึงกระทำ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการใส่ความโจทก์ ต่อผู้อ่านหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน และผู้ใต้บังคับบัญชา ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพนั้นต่อไปอาจเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดผลเช่นนั้นอีก โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง