คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564
ฎีกาที่ 1513/2564
หลักกฎหมาย
จำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุขณะโจทก์ร่วมที่ 1 ถูกกระทำชำเรา แม้มิได้ร่วมกระทำชำเราด้วย แต่ก็มิได้ขัดขวางหรือห้ามปราม กลับได้ความว่าจำเลยมอบถุงยางอนามัยให้แก่ ต. ก่อนที่ ต. จะเข้าไปกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ทั้งเมื่อบุคคลอื่นจะเข้าไปช่วยเหลือโจทก์ร่วมที่ 1 จำเลยกลับดึงแขนอันเป็นการขัดขวางมิให้บุคคลนั้นเข้าไปช่วยเหลือ พฤติการณ์ของจำเลยถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่พวกของจำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ก่อนกระทำความผิด จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการกระทำความผิด แต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องก็ตาม แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ ไม่เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 283 ทวิ, 317 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาเด็กหญิง อ. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาว ว. ผู้แทนโดยชอบธรรม และนางสาว ว. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยเรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกผู้เสียหายที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อร่างกายและชื่อเสียงของโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท ค่าเสียหายต่อเสรีภาพ ร่างกาย จิตใจ และชื่อเสียงเกียรติคุณของโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 40,000 บาท รวมเป็นเงิน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 12 มิถุนายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 86 จำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้จำเลยชำระเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ให้ยกคำร้องในคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง และให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เด็กหญิง อ. โจทก์ร่วมที่ 1 ขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปีเศษ เป็นบุตรของโจทก์ร่วมที่ 2 กับนาย ก. ในวันเวลาเกิดเหตุ โจทก์ร่วมที่ 1 ถูกนาย ต. กระทำชำเราที่บ้านของจำเลย ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร และฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ฎีกา ความผิดฐานดังกล่าวและคำร้องทางแพ่งสำหรับโจทก์ร่วมที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความสอดคล้องตรงกันในข้อที่เป็นสาระสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์ร่วมที่ 1 และนางสาว น. เป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์เดียวกันเบิกความยืนยันว่า ขณะที่นาย ต. ก่อเหตุ จำเลยอยู่ที่บ้านที่เกิดเหตุ และจำเลยเป็นผู้ห้ามปรามมิให้นางสาว น. และนาย ส. เข้าช่วยเหลือโจทก์ร่วมที่ 1 โดยนางสาว น. ให้การต่อพนักงานสอบสวนในโอกาสแรกเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2560 ซึ่งเป็นเวลาไม่นานหลังเกิดเหตุ ตามบันทึกคำให้การของพยานว่า ขณะที่โจทก์ร่วมที่ 1 ร้องตะโกนขึ้นว่า ช่วยด้วย พยานและนาย ส. กำลังจะเข้าไปช่วย จำเลยดึงแขนของพยานและนาย ส. เข้าไปในห้องซึ่งอยู่ตรงข้ามห้องที่เกิดเหตุ จำเลยบอกกับพยานว่าไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยว เป็นเรื่องระหว่างคนสองคน แม้นาย ส. จะมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ในทำนองว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยมิได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งแตกต่างจากที่นาย ส. เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560 ตามบันทึกคำให้การของพยานที่ให้การไว้ว่า ขณะที่พยาน นางสาว น. และโจทก์ร่วมที่ 1 เดินผ่านบ้านที่เกิดเหตุ มีจำเลยและนาย ต. นั่งอยู่หน้าบ้านได้เรียกให้พยานกับพวกไปนั่งพูดคุยด้วย นาย ต. ดึงแขนโจทก์ร่วมที่ 1 เข้าไปในบ้าน พยานและนางสาว บ จะเข้าช่วยเหลือ แต่จำเลยดึงแขนพยานและนางสาว น. เข้าไปอยู่ในห้องตรงข้ามห้องที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นประมาณ 10 นาที พยานวิ่งเข้าไปในห้องที่เกิดเหตุพบโจทก์ร่วมที่ 1 อยู่ในสภาพยังไม่ได้สวมกางเกงขาสั้น พยานช่วยสวมกางเกงให้และพาโจทก์ร่วมที่ 1 ออกไปจากที่เกิดเหตุ นาย ส. ให้การหลังเกิดเหตุไม่นาน น่าเชื่อว่ายังไม่ทันคิดบิดเบือนข้อเท็จจริง อีกทั้งยังมีข้อเท็จจริงสอดคล้องตรงกับที่โจทก์ร่วมที่ 1 และนางสาว น. ให้การไว้ และนาย ส. ได้เบิกความว่า พยานเป็นญาติกับจำเลย จึงอาจเป็นได้ว่าเหตุที่เบิกความไปเช่นนั้นเพื่อต้องการช่วยเหลือจำเลย คำให้การของนาย ส. ในชั้นสอบสวนน่าเชื่อกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณา ส่วนการที่คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 และนางสาว น. แตกต่างกันบ้าง และแตกต่างจากคำให้การชั้นสอบสวนอยู่บ้างก็เป็นเพียงพลความไม่ทำให้คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 และนางสาว น. มีน้ำหนักลดน้อยลงไป นอกจากนี้โจทก์ยังมีบันทึกคำให้การของนาย ต. ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวน ต่อหน้าพนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์และที่ปรึ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง