ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 15130/2551

หลักกฎหมาย

โจทก์และจำเลยเข้าเป็นหุ้นส่วนกันซื้อที่ดินทั้งสองแปลงมาเพื่อขายเอากำไรแบ่งกัน โดยนำเงินที่ลงหุ้นกันจำนวน 2,110,000 บาท และเงินส่วนตัวโจทก์อีก 600,000 บาท มาชำระค่าที่ดินเพิ่มเติม เช่นนี้ เงินจำนวน 600,000 บาท จึงเป็นเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายแทนห้างหุ้นส่วนสามัญไปก่อน หาใช่เป็นเงินที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมอันจะต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือไม่ การเข้าหุ้นซื้อที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์และจำเลยมาเพื่อขายนั้น เป็นการเข้าหุ้นกันเฉพาะเพื่อทำกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดเพียงอย่างเดียว เมื่อขายที่ดินทั้งสองแปลงได้แล้ว การเป็นหุ้นส่วนระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเลิกกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1055 (3) และหลังจากขายที่ดินแล้วจำเลยได้แบ่งกำไรจากการขายที่ดินให้แก่โจทก์จำนวน 1,500,000 บาท และมีการทำบัญชีไว้ แสดงว่าโจทก์และจำเลยได้มีการคิดบัญชีกันเรียบร้อยแล้ว ไม่มีทรัพย์สินในระหว่างหุ้นส่วนหรือหนี้สินใดที่จะต้องจัดการกันอีก ถือได้ว่ามีการตกลงกันให้การจัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1061 หาใช่ต้องจัดให้มีการชำระบัญชีเสมอไปไม่ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกเงินกำไรและเงินทดรองจ่ายแทนห้างหุ้นส่วนสามัญจากจำเลยได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยตกลงเข้าหุ้นกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3368 และโฉนดเลขที่ 15867 ตำบลโสธร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อจะขายแบ่งปันกำไรกัน ต่อมาโจทก์และจำเลยขายที่ดินดังกล่าว โดยจำเลยเป็นผู้เก็บรักษาเงินไว้ เมื่อหักเงินกองกลางและเงินยืมแล้ว ต้องแบ่งกำไรให้โจทก์แต่จำเลยคงค้างชำระจำนวน 1,282,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,763,437.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,282,500 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่เคยเข้าหุ้นลงทุนซื้อที่ดินทั้งสองแปลง และจำเลยไม่เคยยืมเงินโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาประการแรกว่าโจทก์และจำเลยเป็นหุ้นส่วนกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3368 และโฉนดเลขที่ 15867 ตำบลโสธร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทราหรือไม่ โจทก์เบิกความว่าโจทก์กับจำเลยเข้าเป็นหุ้นส่วนประกอบการค้าที่ดินมาเป็นเวลา 20 ปี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2532 โจทก์กับจำเลยเข้าหุ้นซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 15867 ตำบลโสธร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมบ้าน 1 หลัง ในราคา 1,260,000 บาท และวันที่ 11 มกราคม 2533 เข้าหุ้นกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3368 ตำบลโสธร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ในราคา 1,450,000 บาท ตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน โดยนำเงินที่โจทก์และจำเลยได้มาจากการเข้าหุ้นซื้อที่ดินและทำหมู่บ้านจัดสรรกับเงินส่วนตัวของโจทก์มาเพิ่มอีก 600,000 บาท และโจทก์มีนายแดงซึ่งเป็นญาติกับโจทก์และจำเลยมาเบิกความสนับสนุนว่า เมื่อปี 2532 นายธวัชได้นำที่ดินมาขายให้แก่พยานแต่พยานเห็นว่าเป็นที่ดินแปลงเล็กจึงให้โจทก์กับจำเลยซื้อ ในวันทำสัญญาซื้อขายจำเลยสั่งจ่ายเช็คจำนวน 1,260,000 บาท มอบให้พยานไปเบิกเงินจากธนาคารมาจ่ายค่าที่ดิน โดยเงินที่พยานไปเบิกจากบัญชีเป็นเงินที่โจทก์และจำเลยเข้าหุ้นกัน และในปี 2533 นายกิตติได้เสนอขายที่ดินให้พยานแต่พยานให้โจทก์และจำเลยซื้อไว้ในราคา 1,450,000 บาทโดยโจทก์และจำเลยนำเงินกองกลางที่เข้าหุ้นกันมาซื้อแต่เงินไม่พอจ่ายจึงนำเงินของโจทก์จำนวน 600,000 บาท มาซื้อที่ดินดังกล่าวด้วย เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่มีหลักฐานว่าได้นำเงินมาลงทุนเข้าหุ้นกับจำเลยเพื่อซื้อที่ดินทั้งสองแปลงในคดีนี้มาขายเอากำไร แต่ได้ความว่าโจทก์กับจำเลยเป็นพี่น้องกันเคยเข้าหุ้นกันซื้อขายที่ดินมาก่อน และโจทก์ยังมีนายแดงซึ่งเป็นญาติของโจทก์และจำเลยมายืนยันว่าโจทก์และจำเลยเข้าหุ้นกันซื้อขายที่ดินทั้งสองแปลงในคดีนี้เพื่อหากำไร โดยเฉพาะนายแดงนอกจากไม่มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับฝ่ายใดแล้ว นายแดงยังรู้เห็นการซื้อที่ดินทั้งสองแปลงในคดีนี้ของจำเลยด้วย ย่อมเบิกความตามความจริง ทั้งจำเลยได้ตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า จำเลย นายแดงและโจทก์เคยเข้าหุ้นกันซื้อที่ดินเพื่อขายมาก่อนที่จะมีการซื้อขายที่ดินทั้งสองแปลงในคดีนี้และได้ให้นายแดงเป็นผู้นำเช็คไปเบิกเงินจากธนาคารมาจ่ายค่าซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 15867 แสดงว่านายแดงรู้เห็นการซื้อที่ดินทั้งสองแปลงในคดีนี้เจือสมข้อนำสืบของโจทก์ และจำเลยได้เบิกความว่า หลังจากขายที่ดินทั้งสองแปลงได้กำไรแล้ว จำเลยได้แบ่งเงินกำไรให้แก่โจทก์จำนวน 1,500,000 บาท ย่อมสนับสนุนให้พยานโจทก์มีน้ำหนักมากขึ้น ส่วนจำเลยอ้างเพียงว่านำเงินมาจากการกู้เบิกเงินเกินบัญชีตามบัญชีกระแสรายวันมาจ่ายค่าที่ดินเท่านั้น แต่ยอมรับว่าบัญชีกระแสรายวันดังกล่าวมีนายแดงทำสัญญาค้ำประกันไว้ ซึ่งนายแดงก็เบิกความว่า บัญชีเงินฝากที่จ่ายค่าที่ดินเป็นเงินที่โจทก์และจำเลยเข้าเป็นหุ้นส่วนกัน ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานจำเลย ฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยเข้าเป็นหุ้นส่วนกันซื้อที่ดินทั้งสองแปลงในคดีนี้มาเพื่อขายเอากำไรแบ่งกัน โดยนำเงินที่ลงหุ้นกันจำนวน 2,110,000 บาท และเงินส่วนตัวโจทก์อีก 600,000 บาท มาชำระค่าที่ดินเพิ่มตามที่โจทก์อ้าง เช่นนี้ เงินจำนวน 600,000 บาท จึงเป็นเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายแทนห้างหุ้นส่วนสามัญไปก่อน หาใช่เป็นเงินที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมอันจะต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือไม่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกคืนเงินกำไรและเงินทดรองจ่ายแทนห้างหุ้นส่วนสามัญจากจำเลยหรือไม่ ในข้อนี้ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันฟังได้ว่า การเข้าหุ้นซื้อที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์และจำเลยมาเพื่อขายนั้น เป็นการเข้าหุ้นกันเฉพาะเพื่อทำกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดเพียงอย่างเดียว เมื่อขายที่ดินทั้งสองแปลงได้แล้ว การเป็นหุ้นส่วนระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเลิกกันตามประม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15130/2551 · ทนอย Thanoy