ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558

ฎีกาที่ 15152/2558

หลักกฎหมาย

แม้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้หลังล้มละลายของลูกหนี้ที่ 2 และให้ยกเลิกการล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 63 แต่การประนอมหนี้ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ยอมรับและศาลเห็นชอบด้วยแล้ว ย่อมผูกมัดเจ้าหนี้ทั้งหมดในเรื่องหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระได้ตามมาตรา 63 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 56 ลูกหนี้ที่ 2 จึงยังคงต้องผูกพันชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ตามข้อความในคำขอประนอมหนี้ ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาอุทธรณ์ของลูกหนี้ที่ 2 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ต่อไป

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสี่ (จำเลย) เด็ดขาด เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 3 ล้มละลาย เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2553 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงิน 900,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วทำความเห็นว่า เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ย.363/2547 ระหว่าง นางวาสนา โจทก์ นางสาวช่อผกา ที่ 1 นางสาวสุพัตรา ที่ 2 จำเลย มูลหนี้ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ไม่ต้องห้ามมิให้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 เห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงิน 627,090.20 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 3 โดยเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 ภายในวงเงินไม่เกิน 621,268.48 บาท ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 มาตรา (7) ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ลูกหนี้ที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้หลังล้มละลายของลูกหนี้ที่ 2 และให้ยกเลิกการล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 63 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555 ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า แม้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้หลังล้มละลายของลูกหนี้ที่ 2 และให้ยกเลิกการล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 63 แต่การประนอมหนี้ ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ยอมรับและศาลเห็นชอบด้วยแล้ว ผูกมัดเจ้าหนี้ทั้งหมดในเรื่องหนี้ ซึ่งอาจขอรับชำระได้ตามมาตรา 63 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 56 ลูกหนี้ที่ 2 ยังคงต้องผูกพันชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ตามข้อความในคำขอประนอมหนี้ ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาอุทธรณ์ของลูกหนี้ที่ 2 ต่อไป ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของลูกหนี้ที่ 2 มีว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ ลูกหนี้ที่ 2 ไม่ได้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนพยานฝ่ายเจ้าหนี้แล้ว เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงงดสอบสวนพยานฝ่ายลูกหนี้ แม้ระหว่างสอบสวนลูกหนี้ที่ 2 เคยมีคำร้องฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2553 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ขอให้ตรวจสอบคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ พร้อมแนบหนังสือที่มีถึงอธิบดีกรมบังคับคดีขอให้ตรวจสอบคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ ลงนามโดยบุคคลชื่อนางกัลยาณี แต่ก็ไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ที่ 2 ได้มอบอำนาจให้บุคคลดังกล่าวดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นยื่นคำขอรับชำระหนี้แทนลูกหนี้ที่ 2 กรณีจึงเป็นเพียงความเห็นของบุคคลภายนอกที่แนบมาท้ายคำร้องของลูกหนี้ที่ 2 แต่อย่างไรก็ตามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ขอคัดถ่ายเอกสารในสำนวนคดีของศาลแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.363/2547 ตามสำเนารายงานเจ้าหน้าที่ สำเนาบัญชีแยกประเภทรายคดี (รับ - จ่าย) และบัญชีการรับเงินอายัดของลูกหนี้ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และส่งกองคำนวณและเฉลี่ยทรัพย์ คำนวณยอดหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวตามรายงานเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2553 ว่า ลูกหนี้ที่ 3 มีหนี้จำนวน 521,095.88 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 450,000 บาท นับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2546 (วันถัดจากวันฟ้อง) ถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมรวมค่าทนายความจำนวน 16,917 บาท รวมเป็นเงินจำนวนเท่าใด โดยหักเงินที่อายัดจากลูกหนี้ที่ 2 และที่ 3 ทั้ง 28 ครั้ง คงเหลือหนี้เท่าใด ส่วนลูกหนี้ที่ 2 มีหนี้จำนวน 460,164.38 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2546 (วันถัดจากวันฟ้อง) ถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นเงินเท่าใด พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความจำนวน 15,395 บาท รวมเป็นเงินจำนวนเท่าใด โดยหักเงินที่อายัดจากลูกหนี้ที่ 2 ทั้ง 28 ครั้ง คงเหลือหนี้เท่าใด ในการคำนวณปรากฏว่าส่วนของลูกหนี้ที่ 3 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นมีภาระหนี้รวม 927,848.07 บาท ภายหลังหักเงินตามที่อายัดจากลูกหนี้ที่ 2 และที่ 3 ทั้ง 28 ครั้ง จำนวน 300,757.87 บาท ออกแล้ว ค
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15152/2558 · ทนอย Thanoy