ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548

ฎีกาที่ 1539/2548

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ 45,000 บาท และลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินที่ยังไม่ได้กรอกจำนวนเงินไว้ แล้วมีการนำสัญญากู้ยืมเงินไปกรอกจำนวนเงินกู้เป็น 200,000 บาท ในภายหลัง โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยินยอม สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม ถือได้ว่าโจทก์มิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับว่าได้กู้และรับเงินกู้ไปเป็นเงิน 45,000 บาท จำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวและแม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกามาด้วย คงมีแต่จำเลยที่ 1 ฎีกายกเหตุดังกล่าว แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะต้องชำระหนี้เป็นอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ถือเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1)

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 200,000 บาท ไปจากโจทก์ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระหนี้เสร็จภายในวันที่ 4 สิงหาคม 2539 มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแก่โจทก์เลย โจทก์ติดตามทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยค้างชำระถึงวันฟ้องเป็นเวลาเพียง 5 ปี เป็นเงิน 150,000 บาท รวมเป็นหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 350,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมและรับเงินกู้ไปจากโจทก์เพียง 45,000 บาท แต่โจทก์นำสัญญากู้ยืมเงินที่ยังไม่มีการกรอกจำนวนเงินให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ แล้วโจทก์ร่วมกับผู้อื่นกรอกจำนวน 200,000 บาท ในภายหลังโดยจำเลยที่ 1 มิได้รู้เห็นยินยอม จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญา (วันที่ 4 สิงหาคม 2538) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกินระยะเวลา 5 ปี ตามที่โจทก์ขอค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จเฉพาะดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 5 ปี หรือไม่เกิน 150,000 บาท ตามที่โจทก์ขอ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 1,025 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญากู้เงินและมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 42952 ตำบลซำ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ เนื้อที่ 6 ไร่ 33 ตารางวา ให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 มีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.2 โดยโจทก์ออกเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน 45,000 บาท ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.2 ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 รับเงินตามเช็คไปเรียบร้อยแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า มีการนำสัญญากู้เงินไปกรอกจำนวนเงินกู้ 200,000 บาท ในภายหลังเกินกว่าจำนวนเงินกู้ที่แท้จริง ปัญหานี้โจทก์เบิกความว่า ก่อนวันกู้จำเลยที่ 2 ติดต่อแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ขอกู้เงินจำนวน 150,000 บาท แต่ในวันกู้จำเลยที่ 1 ขอกู้เพิ่มอีก 50,000 บาท แล้วจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.1 โดยรับเงินกู้เป็นเงินสด 155,000 บาท และรับเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาศรีสะเกษ ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2538 สั่งจ่ายเงิน 45,000 บาท ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.2 ไปจากโจทก์ รวมเป็นเงิน 200,000 บาท ในระหว่างทำสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์กรอกข้อความลงในเอกสารต่อหน้าจำเลยทั้งสอง หลังจากนั้นโจทก์มอบเงินสดและเช็คดังกล่าวให้จำเลยทั้งสองด้วยตนเอง จำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 และจ่าสิบตำรวจดาวเรือง พลภักดี บุตรเขยของจำเลยที่ 1 ซึ่งรู้เห็นในขณะที่มีการลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินกู้มาเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ขอกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 45,000 บาท เพื่อให้จ่าสิบตำรวจดาวเรืองไปวางมัดจำซื้อรถยนต์ ขณะที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินยังไม่มีการกรอกจำนวนเงินกู้ลงในสัญญาและจำเลยที่ 1 รับเงินเป็นเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน 45,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.2 เท่านั้น โจทก์ไม่ได้มอบเงินสดให้จำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ยันกับพยานหลักฐานโจทก์ แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดี โจทก์ประกอบอาชีพปล่อยเงินกู้และไม่รู้จักกับจำเลยที่ 1 เป็นส่วนตัว โจทก์กลับให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจำนวนมากถึง 150,000 บาท และยังให้กู้เพิ่มขึ้นอีก 50,000 บาท ในขณะที่ทำสัญญากู้ยืมเงินโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ตรวจสอบฐานะของจำเลยที่ 1 และโฉนดที่ดินที่ยึดถือเป็นประกันเสียก่อน เป็นการผิดวิสัยของผู้ประกอบอาชีพปล่อยเงินกู้และยังได้ความตามคำเบิกความของนายวิศิษฐ์ ทองเถาว์ พยานจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมุห์บัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาศรีสะเกษ อันเป็นธนาคารตามเช็คเอกสารหมาย ล.2 ประกอบสำเนาบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคารดังกล่าวตามเอกสารหมาย ล.1 ว่า ในวันที่ 3 สิงหาคม 2538 มีการถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวจำนวน 4,000 บาท ส่วนวันที่ 4
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง