คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556
ฎีกาที่ 15436/2556
หลักกฎหมาย
ความผิดฐานสำแดงเท็จในการยื่นตราสารอันเกี่ยวด้วย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการนำเข้าสินค้าตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 99 มี พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 มาตรา 16 บัญญัติว่า "การกระทำที่บัญญัติไว้ใน... มาตรา 99 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พุทธศักราช 2469 นั้น ให้ถือว่าเป็นความผิดโดยมิพักต้องคำนึงว่าผู้กระทำมีเจตนาหรือกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือหาไม่" แสดงให้เห็นว่า ความรับผิดของผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 99 เป็นความรับผิดเด็ดขาด แม้ผู้กระทำมิได้มีเจตนาในการกระทำความผิดโดยผู้กระทำมิได้รู้ว่าตราสารที่ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการนำเข้าสินค้านั้นได้สำแดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือผู้กระทำได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อในการยื่นตราสารซึ่งสำแดงข้อความอันเป็นเท็จนั้น ผู้กระทำก็ยังคงมีความผิดตามมาตรา 99 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว แม้จำเลยทั้งสามเป็นเพียงผู้รับจ้างทำพิธีการศุลกากร ไม่ใช่ผู้สั่งซื้อสินค้าหรือเจ้าของสินค้า และขณะยื่นใบขนสินค้าและการสำแดงใด ๆ เกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกซึ่งสินค้าบุหรี่ดังกล่าวนั้นบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์และอยู่ในอารักขาของกรมศุลกากร จำเลยทั้งสามจะไม่ทราบว่าสินค้าบุหรี่ดังกล่าวเป็นสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าปลอมก็ตาม แต่เมื่อความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 99 เป็นความผิดที่แม้ผู้กระทำไม่มีเจตนาหรือมิได้กระทำโดยประมาท ผู้กระทำการยื่นใบขนสินค้าขาเข้าที่สำแดงข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ยังคงมีความผิดตาบทบัญญัติดังกล่าว เป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสามต้องตรวจสอบข้อความในใบขนสินค้าขาเข้าที่สำแดงให้ตรงกับความเป็นจริงก่อนยื่นเอกสาร
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 และ 99 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 19, 27, 49 และ 52 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และ 110 (1) พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 มาตรา 5 และ 20 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และ 91 กับให้ริบของกลาง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันสำแดงเท็จในการนำเข้าสินค้า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 99 (ที่ถูกประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83) ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 80,000 บาท และลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ตั้งแต่จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2539 เป็นต้นมา ตามสำเนาหนังสือรับรอง ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2548 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนแก้ไขกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จากจำเลยที่ 3 มาเป็นจำเลยที่ 2 โดยลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2548 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 กรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขออนุญาตนำยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่ผลิตในต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร โดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าเพื่อขอรับสินค้าบุหรี่ที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "MARLBOLO" ระบุแหล่งกำเนิดของสินค้าว่าประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวน 515,000 ซอง และยื่นคำขออนุญาตส่งยาสูบดังกล่าวออกไปนอกราชอาณาจักรที่ประเทศมาเลเซียต่อสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 สำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 ได้ออกใบอนุญาตให้นำยาสูบดังกล่าวเข้าและส่งออกไปนอกราชอาณาจักรให้แก่จำเลยที่ 1 โดยวิธีที่เรียกว่า "RE - EXPORT" จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ได้ชำระอากรขาเข้าสำหรับการนำเข้าและส่งออกโดยวิธีดังกล่าวจำนวน 1,000 บาท แล้วตามใบอนุญาตให้นำเข้าและใบอนุญาตให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักรและใบขนสินค้าขาเข้าชนิด "RE - EXPORT ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2548 ขณะที่สินค้าบุหรี่ดังกล่าวอยู่ในอารักขาของกรมศุลกากรโดยบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งเก็บไว้ที่โรงพักสินค้าที่ 16 ของท่าเรือกรุงเทพ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ได้ว่าจ้างนายกิตติคุณทำพิธีการศุลกากรเพื่อนำเข้าสินค้าบุหรี่ดังกล่าวและส่งออกไปประเทศมาเลเซีย หรือ "RE - EXPORT" เจ้าพนักงานศุลกากรได้ทำการตรวจสอบสินค้าดังกล่าวโดยเปิดตู้คอนเทนเนอร์เพื่อตรวจสอบสภาพ ชนิดและจำนวนสินค้า ปรากฏว่าสินค้ามีจำนวนตรงตามที่ระบุในใบขนสินค้าขาเข้า แต่เจ้าพนักงานศุลกากรมีเหตุอันควรสงสัยว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "MARLBOLO" ปลอม จึงได้ติดต่อไปยังบริษัทติลลิกีแอนด์กิบบินส์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนของฟิลิปมอร์ริส โปรดัคส์ เอส.อา. ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวและได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้กับสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว ซึ่งจากการตรวจสอบของบริษัทดังกล่าวพบว่าสินค้าบุหรี่ที่นำเข้าทั้งหมดเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าคำว่า "MARLBOLO" ของบริษัทผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร บริษัทดังกล่าวจึงได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานศุลกากรให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย เจ้าพนักงานศุลกากรได้ยึดสินค้าบุหรี่ทั้งหมดเป็นของกลางและประเมินราคาสำหรับสินค้าดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 11,399,068.71 บาท ค่าอากรขาเข้าจำนวน 6,839,441 บาท ค่าภาษีสรรพสามิตจำนวน 54,715,530 บาท ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 5,106,738 บาท และเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพจำนวน 1,094,311 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 79,155,133.71 บาท กรมศุลกากรพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานสำแดงเท็จหลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อจำกัดตามมาตรา 27 และ 99 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และได้มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ให้ชี้แจงข้อเท็จจริง จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ได้มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เพียงแต
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง