คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552
ฎีกาที่ 1545/2552
หลักกฎหมาย
ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า ข้อ 1. จำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ข้อ 2. โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยจดทะเบียนซื้อขาย โดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริต และจดทะเบียนโดยสุจริตหรือไม่ และข้อ 3. ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงไร โดยในชั้นพิพากษาศาลชั้นต้นได้รวมประเด็นข้อพิพาทเป็นข้อเดียวกันว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและโจทก์สามารถขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่ แต่ศาลชั้นต้นก็ยังคงสาระสำคัญในประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์ไว้เช่นเดิม คงมีแต่ถ้อยคำที่แตกต่างกันไป เพื่อความสะดวกในการวินิจฉัยเท่านั้น จึงไม่เป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทขึ้นใหม่หรือแก้ไขในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญจนถึงกับเป็นเรื่องนอกประเด็นข้อพิพาท เมื่อศาลชั้นต้นคงสาระสำคัญในประเด็นข้อพิพาทในเรื่องกรรมสิทธิ์ไว้เช่นเดิมดังที่ชี้สองสถานไว้ กรณีจึงยังคงมีประเด็นดังที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยจดทะเบียนซื้อขายโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริต และจดทะเบียนโดยสุจริตหรือไม่ ซึ่งจำเลยต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต และจดทะเบียนโดยไม่สุจริต แม้ว่าศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดให้จำเลยนำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อนเพื่อความสะดวกในการพิจารณา ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะภาระการพิสูจน์นั้นมีกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ไว้แล้วว่าจะตกแก่คู่ความฝ่ายใดไม่อาจเปลี่ยนแปลงความถูกต้องตามกฎหมายไปตามคำสั่งศาล อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จำเลยจะพิสูจน์ว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตและจดทะเบียนโดยไม่สุจริตนั้น ข้อเท็จจริงต้องฟังยุติตามที่โจทก์อ้างในคำฟ้องก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินส่วนเดียวกับที่โจทก์ซื้อหรือมีกรรมสิทธิ์และจำเลยให้การปฏิเสธไว้ ซึ่งปัญหาเรื่องนี้ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้โดยชัดแจ้ง และจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านไว้ แต่ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้สละประเด็นข้อพิพาทนี้ดังที่โจทก์ฎีกา เพราะประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินส่วนเดียวกับที่ดินที่โจทก์อ้างว่ามีกรรมสิทธิ์หรือไม่นั้น เป็นที่มาซึ่งนำไปสู่การวินิจฉัยประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดในชั้นชี้สองสถานหรือในคำพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจำเลย จำเลยแย่งการครอบครองที่ดินดังกล่าวดังที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องหรือไม่เพราะถ้าเป็นที่ดินคนละแปลงกัน การแย่งการครอบครองตามคำฟ้องของโจทก์ย่อมไม่เกิดขึ้น ดังนั้นที่ศาลล่างทั้งสองได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยเป็นประการแรกชอบแล้ว ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น จึงไม่ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 142
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 4768 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ 26 ตารางวา ทางด้านทิศใต้ของที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยกับพวกเข้าไปในที่ดินโจทก์ และไม่ยินยอมให้โจทก์ทำประโยชน์ในที่ดิน อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดิน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าจ้างรถไถ 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 4768 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ 26 ตารางวา ทางด้านทิศใต้ของที่ดิน จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 4768 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 3 ไร่เศษ ตามอณาเขตภายในเส้นสีน้ำเงิน ตามแผนที่สังเขปท้ายคำให้การ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครอง ห้ามโจทก์เข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินจำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินโฉนดเลขที่ 4768 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เฉพาะส่วนของที่ดินพิพาทตามหมายสีเส้นสีม่วงในแผนที่วิวาท คำขออื่นของจำเลยนอกจากนี้ให้ยกและยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยในส่วนของฟ้องแย้งและคำฟ้องของโจทก์ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนจำเลย (ที่ถูต้องระบุตามสำนวนฟ้องและฟ้องแย้งด้วย) โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เดิมนางเกียง นายพุด นายกลม เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4768 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ต่อมานางเกียงถึงแก่กรรม นายยิ้ม กับนางคล้อย ร่วมกันรับมรดกที่ดินในส่วนของนางเกียง ต่อมานายทุย กับนางสาวประชุม ร่วมกันรับมรดกส่วนของนายยิ้ม แล้วนายแดง จดทะเบียนเป็นผู้จัดการมรดกของนายทุย ส่วนที่ดินของนางคล้อยนั้นนางเหลียนเป็นผู้รับมรดก เมื่อนางเหลียนถึงแก่กรรม นายเชื่อม ก็รับมรดกในส่วนของนางเหลียน นายเชื่อมขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนที่ได้รับมรดกตกทอดมาจากที่ดินบางส่วนของนางเหลียนให้แก่โจทก์ โจทก์จดทะเบียนเป็นผู้ซื้อที่ดินของนายเชื่อมหรือที่ดินบางส่วนของนางเหลียน ในโฉนดที่ดินเลขที่ 4768 เอกสารหมาย ล.4 หรือ จ.1 สำหรับที่ดินของนายพุดนั้น นายพุดได้ขายที่ดินบางส่วนและส่งมอบที่ดินส่วนของตนบางส่วนให้นายจันทร์ ครอบครอง นายจันทร์ส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลย ที่ดินของจำเลยจึงเป็นที่ดินบางส่วนของที่ดินนายพุด และที่ดินของนายพุดซึ่งอยู่ทางทิศใต้ก็ถูกนางแดง ครอบครองปรปักษ์บางส่วนซึ่งนางแดงได้ร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า นางแดงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินตามที่ร้องขอเนื้อที่ 1 ไร่ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 267/2543 ของศาลชั้นต้น พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคดีนอกประเด็นข้อพิพาทที่ได้กำหนดไว้ในชั้นชี้สองสถานอันเป็นการมิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หรือไม่ เห็นว่าศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า ข้อ 1. จำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ข้อ 2. โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยจดทะเบียนซื้อขาย โดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริต และจดทะเบียนโดยสุจริตหรือไม่ และข้อ 3. ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงไร โดยในชั้นพิพากษาศาลชั้นต้นได้รวมประเด็นข้อพิพาทเป็นข้อเดียวกันว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและโจทก์สามารถขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่ แต่ศาลชั้นต้นก็ยังคงสาระสำคัญในประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์ไว้เช่นเดิม คงมีแต่ถ้อยคำที่แตกต่างกันไปเพื่อความสะดวกในการวินิจฉัยเท่านั้น จึงไม่เป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทขึ้นใหม่หรือแก้ไขในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญจนถึงกับเป็นเรื่องนอกประเด็นข้อพิพาทดังที่โจทก์ฎีกา ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทประเด็นเดียวดังกล่าว ทำให้ภาระการพิสูจน์และหน้าที่นำสืบเปลี่ยนไปและไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะโจทก์มีชื่อในทะเบียนโฉนดที่ดินจึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน โจทก์จึงต้องนำสืบก่อน และจำเลยมีภาระนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยนำสืบก่อนโจทก์จึงเสียเปรียบ ไม่อาจนำพยานหลักฐานเข้านำสืบสนับสนุตามประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดขึ้นใหม่ได้นั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นคงสาระสำคัญในประเด็นข้อพิพาทในเรื่องกรรมสิทธิ์ไว้เช่นเดิมดังที่ชี้สองสถานไว้ กรณีจึงยังคงมีประเด็นดังที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ได้กรร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง