คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 15462/2558
หลักกฎหมาย
การปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่ลูกจ้างหรือพนักงานไม่มีบทกฎหมายบังคับให้นายจ้างจะต้องกระทำ จึงเป็นอำนาจทางการบริหารจัดการของนายจ้างตามแต่ที่จะกำหนดหรือตามที่ได้ตกลงกันไว้ การปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีแก่พนักงานของจำเลยจึงต้องเป็นไปตามนโยบายหรือแนวทางการพิจารณาปรับเงินเดือนให้แก่พนักงานตามที่จำเลยประกาศไว้ ซึ่งมีเงื่อนไขว่า พนักงานจะได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนในเดือนมีนาคมของปีถัดไป ส่วนพนักงานที่พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานก่อนงวดการจ่ายเงินเดือนในเดือนมีนาคม 2550 จำเลยจะไม่พิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนให้ เมื่อโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550 การที่จำเลยไม่ปรับขึ้นเงินเดือนให้โจทก์จึงเป็นไปตามอำนาจทางการบริหารจัดการของจำเลยตามระเบียบโดยชอบแล้ว โจทก์ใช้รถประจำตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2554 อันเป็นสิทธิประโยชน์และสวัสดิการในรูปที่มิใช่ตัวเงินที่จำเลยจัดให้เฉพาะพนักงานระดับสูง แม้ต่อมาโจทก์จะได้รับอนุมัติเป็นกรณีพิเศษให้เปลี่ยนเป็นการรับเงินช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 3,000 บาท แทนรถประจำตำแหน่งก็ตาม ก็ยังคงเป็นสวัสดิการเพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบเป็นตัวเงิน เงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถนั้นจึงเป็นการจ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการ มิใช่ค่าจ้างที่จะต้องนำมารวมเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชย จำเลยประกอบกิจการธนาคาร เดิมใช้ชื่อว่าธนาคาร ส. ส่วนโจทก์เคยเป็นพนักงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ร. ซึ่งธนาคารและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต้องรวมกิจการกันตามประกาศกระทรวงการคลัง จำเลยกำหนดเงื่อนไขในการจ้างงานกับโจทก์ว่า จำเลยจะจัดสวัสดิการให้แก่โจทก์ตามระเบียบว่าด้วยสวัสดิการที่จำเลยจัดให้แก่พนักงานของจำเลย (ขณะนั้นจำเลยใช้ชื่อว่าธนาคาร ส.) ยกเว้นสวัสดิการว่าด้วยเงินบำเหน็จ จึงเป็นกรณีที่จำเลยต้องการสงวนสิทธิที่จะจัดสวัสดิการเงินบำเหน็จไว้ให้แก่พนักงานที่ร่วมทำงานกับจำเลยมาตั้งแต่แรกไม่รวมถึงโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานใหม่ที่เข้ามาภายหลังรวมกิจการ ทั้งเงินบำเหน็จดังกล่าวไม่ถือเป็นสิทธิของโจทก์ที่มีต่อนายจ้างเดิมที่จะทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินบำเหน็จตามฟ้องแก่โจทก์
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์เป็นพนักงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2512 ถึงเดือนกรกฎาคม 2542 กระทรวงการคลังออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นจำเลยกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด ผลจากการรวมกิจการทำให้จำเลยรับไปซึ่งทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิและหน้าที่ รวมทั้งส่วนของพนักงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด ด้วย จากนั้นโจทก์แสดงความประสงค์ขอเป็นพนักงานและจำเลยรับโจทก์เป็นพนักงานของจำเลย ตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย เริ่มทำงานวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 โดยนับอายุงานต่อเนื่อง ได้รับเงินเดือนเดือนละ 46,000 บาท เงินค่าครองชีพ 1,700 บาท และค่าตำแหน่งงาน 7,150 บาท รวมเป็นค่าจ้างจำนวน 54,850 บาท ตามระเบียบงานที่ 76/2547 โจทก์มีสิทธิได้รับรถประจำตำแหน่ง หากไม่ประสงค์จะรับรถประจำตำแหน่งจำเลยจะจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นค่ารถ ค่าน้ำมันรถและค่าพนักงานขับรถ (ถ้ามี) ทั้งนี้เงินดังกล่าวจะไม่นำไปรวมกับเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณผลประโยชน์อื่นใด ยกเว้นการเลิกจ้างโดยจ่ายค่าชดเชยและกรณีเกษียณอายุ โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จบำนาญ สิทธิในการปรับเพิ่มเงินเดือนและได้รับเงินโบนัส จำเลยออกประกาศระเบียบงานที่ 14/2549 เกี่ยวกับรถประจำตำแหน่งหรือเงินช่วยเหลือค่ารถโดยให้ถือเงินช่วยเหลือค่ารถเป็นเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้แต่จะไม่นำไปรวมกับเงินเดือนเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณผลประโยชน์อื่น โจทก์ขอและได้รับความยินยอมในการเปลี่ยนแปลงสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับรถประจำตำแหน่งเป็นรับเงินช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 53,000 บาท เมื่อเดือนมีนาคม 2550 โจทก์เกษียณอายุ ในตำแหน่งหัวหน้าทีมบริหารสินทรัพย์รอการขาย มีรายได้สุดท้ายเป็นเงินเดือน 95,480 บาท เงินช่วยเหลือค่ารถ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถ 3,000 บาท จำเลยจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีรวม 957,982.67 บาท แก่โจทก์ อันเป็นการปฏิบัติผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยไม่ปรับเงินเดือน ในปี 2550 ให้โจทก์อัตราร้อยละ 6.5 ของเงินเดือน ทำให้โจทก์ขาดรายได้ที่จำเลยต้องจ่ายอีกเดือนละ 6,202 บาท ขอคิดเพียง 6,200 บาท เป็นเวลา 2 เดือน 11 วัน เป็นเงิน 14,673.33 บาท และต้องนำรายได้ที่ขาดกับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถไปรวมเป็นรายได้เดือนสุดท้ายเพื่อคำนวณค่าชดเชย จำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชยที่ยังขาดเป็นเงิน 592,000 บาท และต้องจ่ายเงินบำเหน็จหรือบำนาญตามระเบียบเกี่ยวกับบำเหน็จพนักงานสหธนาคารกรุงเทพฯ จำกัด เป็นเงิน 4,753,540 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ 5,360,213.33 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ต้องชำระแก่โจทก์คือวันที่ 12 มีนาคม 2550 (วันที่โจทก์เกษียณ) จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 509,954.54 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ย 5,870,167.87 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เดิมใช้ชื่อว่าธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2541 กระทรวงการคลังออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อีก 12 บริษัท ซึ่งมีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) รวมอยู่ด้วย โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) โจทก์แจ้งความประสงค์ขอเข้าทำงานกับจำเลยและจำเลยตกลงรับโจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย เริ่มทำงานวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 ได้รับค่าจ้างเดือนละ 54,850 บาท โจทก์มีสิทธิได้ใช้รถประจำตำแหน่ง ต่อมาจำเลยอนุมัติให้โจทก์เปลี่ยนแปลงการได้รับสิทธิประโยชน์จากการใช้รถประจำตำแหน่งมาเป็นรับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถรวมเป็นเงินเดือนละ 53,000 บาท ระเบียบงานที่ 76/2547 ถูกยกเลิกโดยระเบียบงานที่ 14/2549 ในเดือนมีนาคม 2550 โจทก์เกษียณอายุโดยได้รับค่าชดเชย 954,800 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 3,182.67 บาท แล้ววินิจฉัยว่า นับแต่ปี 2544 โจทก์ใช้รถประจำตำแหน่งมาโดยตลอด อันเป็นสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ตัวเงิน เป็นสวัสดิการ ที่จำเลยจัดให้แก่พนักงาน แม้ต่อมาจะมีการเปลี่ยนสิทธิประโยชน์ของโจทก์จากการใช้รถประจำตำแหน่งไปเป็นการรับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง