ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548

ฎีกาที่ 1551/2548

หลักกฎหมาย

โจทก์เป็นพนักงานของธนาคารจำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการพักงานตามมาตรา 116 และ 117 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาใช้บังคับได้ตามมาตรา 4 (2) เมื่อ พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 มิได้บัญญัติเรื่องการพักงานไว้ จึงต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย โจทก์ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการทุจริต จำเลยย่อมมีสิทธิพักงานโจทก์เพื่อสอบสวนได้ตามคู่มือและระเบียบปฏิบัติงาน หมวด 3 วินัยและโทษทางวินัยข้อ 7 วรรคหนึ่ง คู่มือและระเบียบปฏิบัติงาน หมวด 3 วินัยและโทษทางวินัยข้อ 7 วรรคสอง ที่กำหนดไว้ว่า "ในระหว่างที่ถูกสั่งพักงาน ธนาคารจะควรจ่ายเงินเดือนหรือเงินอื่นใดพี่พึงได้รับหรือไม่อย่างไร กรรมการผู้จัดการใหญ่จะเป็นผู้สั่งการ" เป็นการให้อำนาจกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นผู้พิจารณา เมื่อกรรมการผู้จัดการใหญ่มีคำสั่งให้ไล่โจทก์ออกจากธนาคาร โดยงดจ่ายเงินพึงได้ใดๆ ให้ทั้งสิ้น ประกอบกับตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 ลูกจ้างจะได้ค่าจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้าง เมื่อจำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์เนื่องจากมีข้อเท็จริงอันควรเชื่อว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตซึ่งเป็นคำสั่งพักงานที่ชอบโดยไม่ได้กลั่นแกล้งโจทก์และในระหว่างพักงานโจทก์มิได้ทำงานให้แก่จำเลย จึงไม่มีสิทธิได้ค่าจ้างหรือเงินเดือนในระหว่างพักงานจากจำเลย อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นของจำเลยไม่ชอบ เพราะรับฟังข้อเท็จจริงจากคำซัดทอดของผู้กระทำผิดที่มุ่งใส่ความโจทก์เพื่อให้ตนเองพ้นผิด รับฟังคำให้การของพยานที่ให้การเท็จโดยไม่สมเหตุผล และเป็นการสอบพยานหลักฐานฝ่ายเดียวโดยไม่ให้โอกาสโจทก์ได้คัดค้านและนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์หักล้างทำให้รับฟังข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อน เป็นเหตุให้ศาลแรงงานกลางนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยคดี จึงทำให้การวินิจฉัยคดีของศาลแรงงานกลางไม่ชอบด้วยนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง ถือเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง โจทก์เป็นพนักงานของธนาคารจำเลยซึ่งต้องได้รับความเชื่อถือจากประชาชนเกี่ยวกับด้านการเงิน การกระทำผิดของโจทก์มีผลเสียหายต่อฐานะการเงินของจำเลย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินที่ประชาชนนำมาฝาก อีกทั้งกระทบต่อชื่อเสียงและความเชื่อถือของประชาชนมาก จึงเป็นการฝ่าฝืนในกรณีร้ายแรง จำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 มาตรา 11 (1) และมาตรา 11 วรรคสอง ประกอบระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ข้อ 46 (3) ที่ศาลแรงงานกลางอ้าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) มานั้นไม่ถูกต้อง และเมื่อโจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และการเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ และให้เรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่าจำเลย โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อประมาณปี 2513 โจทก์ที่ 1 เข้าทำงานกับจำเลยตำแหน่งพนักงานบัญชี และได้เลื่อนตำแหน่งตลอดมาเป็นตำแหน่งผู้จัดการสาขาสิงห์บุรี ในช่วงวันที่ 1 มีนาคม 2527 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2535 และตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการเขตประจำสำนักงานเขตภาคกลาง 4 ได้รับเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 77,395 บาท เงินช่วยเหลือค่าครองชีพเดือนละ 1,200 บาท เงินช่วยเหลือบุตรเดือนละ 100 บาท รวมค่าจ้างที่โจทก์ที่ 1 ได้รับทั้งสิ้นเดือนละ 78,695 บาท และยังได้รับเงินโบนัสงวดบัญชี 6 เดือน เท่ากับเป็นเงินเดือน 2 เดือน รวมปีละ 2 งวด เท่ากับ 4 เดือน โจทก์ที่ 2 ทำงานกับจำเลยเมื่อประมาณปี 2515 ตำแหน่งพนักงานบริการที่สาขาสิงห์บุรี ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานระดับ 3 ประจำสำนักงานเขตภาค 1 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 21,835 บาท เงินช่วยเหลือค่าครองชีพเดือนละ 1,200 บาท รวมค่าจ้างที่โจทก์ที่ 2 ได้รับเดือนละ 23,035 บาท และได้รับเงินโบนัสงวดบัญชี 6 เดือน เท่ากับเงินเดือน 2 เดือน รวมปีละ 2 งวด เท่ากับ 4 เดือน โจทก์ที่ 3 ทำงานกับจำเลยเมื่อประมาณปี 2513 ตำแหน่งพนักงานการเงิน ในช่วงตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2530 ถึงวันที่ 22 เมษายน 2542 โจทก์ที่ 3 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสาขาสิงห์บุรีตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานระดับ 6 ประจำสาขาเขตภาคกลาง 1 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 49,685 บาท เงินช่วยเหลือค่าครองชีพเดือนละ 1,200 บาท เงินช่วยเหลือบุตรเดือนละ 50 บาท เงินช่วยเหลือการศึกษาบุตรเดือนละ 1,270 บาท รวมค่าจ้างที่โจทก์ที่ 3 ได้รับเดือนละ 52,205 บาท และโจทก์ที่ 3 ยังมีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามงวดปิดบัญชี 6 เดือน เท่ากับเงินเดือน 2 เดือนรวมปีละ 2 งวด เท่ากับ 4 เดือน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2542 จำเลยได้มีคำสั่งพักงานโจทก์ทั้งสามและพนักงานอื่นรวม 4 คนโดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสามมีส่วนเกี่ยวข้องกับการถูกร้องเรียนกล่าวหาว่ากระทำการทุจริตในขณะโจทก์ที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาสิงห์บุรี โจทก์ที่ 2 ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาสิงห์บุรี (ที่ถูกพนักงานเทเล้กซ์สาขาสิงห์บุรี) และโจทก์ที่ 3 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยจัดการสาขาสิงห์บุรีและให้งดจ่ายเงินเดือน เงินช่วยเหลือดังกล่าวและเงินได้อื่นใดที่พึงได้ทั้งสิ้น ต่อมาจำเลยสอบสวนการกระทำความผิดดังกล่าว จนในที่สุดเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 จำเลยได้มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามและพนักงานอื่นรวม 4 คน ให้มีผลเลิกจ้างย้อนหลังไปถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2542 โดยอ้างเหตุว่าโจทก์ทั้งสามกับพวกได้ร่วมมือกันพิจารณาและอนุมัติสินเชื่อในลักษณะเอื้ออำนวยประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวก โดยฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งธนาคารจำเลย เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ผิดวินัยพนักงานอย่างร้ายแรง ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายจากการที่ไม่สามารถหนี้คืนจากลูกค้าของจำเลยที่สาขาสิงห์บุรีจำนวน 61 ราย เป็นเงิน 42,058,782.60 บาท และจำเลยประสงค์จะดำเนินการให้โจทก์ทั้งสามกับพวกรับผิดทางแพ่งชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย ต่อมาโจทก์ทั้งสามได้อุทธรณ์โทษทางวินัยและความผิดทางแพ่ง แต่จำเลยมีคำสั่งยืนโทษทางวินัยและความรับผิดทางแพ่งตามเดิม กางสั่งพักงานและเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามไม่ชอบกฎหมายเพราะจำเลยทำการสอบสวนโดยรวบรัด ไม่ได้แสวงหาพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดอย่างแท้จริง เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามได้ปฏิบัติหน้าที่ไปตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยทุกประการ ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายตามที่จำเลยกล่าวหา การเลิกจ้างดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับค่าจ้างระหว่างพักงาน สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินโบนัส เงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และค่าเสียหายเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวตามคำขอของโจทก์แต่ละสำนวน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสามสำนวนให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด โจทก์ทั้งสามเป็นพนักงานของจำเลย แต่จำเลยได้มีคำสั่งไล่โจทก์ทั้งสามออกเพราะเมื่อครั้งที่โจทก์ที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาสิงห์บุรี โจทก์ที่ 2 ดำรงตำแหน่งพนักงานเทเล็กซ์ สาขาสิงห์บุรี โจทก์ที่ 3 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสาขาสิงห์บุรี ได้ร่วมกับพนักงานอื่นพิจารณาอนุมัติสินเชื่อในลักษณะเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวก โดยฝ่าฝืนระเบียบคำสั่งของจำเลยจนเป็นเหตุก่อให้เกิดลูกหนี้ที่มีปัญหาในการชำระหนี้คืนรวม 61 ราย ยอดหนี้เพียงวันที่ 31 พฤษภาคม 2542 เป็นเงิน 42,058,782.60 บาท การกระทำดัง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1551/2548 · ทนอย Thanoy