คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2557
ฎีกาที่ 15591/2557
หลักกฎหมาย
การขอออกหมายจับบุคคลใด ย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ถูกออกหมายจับนั้น พนักงานสอบสวนจึงต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าผู้ต้องหากระทำความผิดจริง ซึ่งจำต้องกระทำด้วยความรอบคอบรัดกุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องแน่ใจว่าบุคคลที่ขอออกหมายจับเป็นบุคคลคนเดียวกับคนร้ายที่ได้มาจากการรวบรวมพยานหลักฐาน คดีนี้แม้การออกหมายจับที่ระบุชื่อโจทก์เป็นคนร้ายจะสืบเนื่องมาจากคำให้การของผู้เสียหายและพยาน แต่ผู้เสียหายยังระบุยืนยันว่าคนร้ายมีภูมิลำเนาอยู่ที่ตำบลนาราชควาย อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม แต่ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรที่พนักงานสอบสวนอ้างเป็นพยานระบุว่าโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ที่แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร มาโดยตลอดไม่เคยย้ายไปอยู่ที่จังหวัดนครพนม และยังมีภาพถ่ายของโจทก์ปรากฏอยู่ด้วย พนักงานสอบสวนต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดเสียก่อนว่าบุคคลที่ขอออกหมายจับเป็นบุคคลคนเดียวกับคนร้ายหรือไม่ โดยจัดให้ผู้เสียหายหรือพยานชี้ภาพถ่ายของโจทก์ว่าใช่คนร้ายหรือไม่ก่อนที่จะขอออกหมายจับ แต่พนักงานสอบสวนกลับขอให้ศาลออกหมายจับโดยระบุชื่อโจทก์เป็นคนร้ายไปเลย แม้การขอให้ออกหมายจับของพนักงานสอบสวนดังกล่าวจะฟังไม่ได้ว่ามีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ แต่ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากความระมัดระวังไม่ตรวจสอบให้รอบคอบ ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้มีการออกหมายจับผิดตัว ทำให้โจทก์ต้องถูกจับกุมตัวไปดำเนินคดีต่างท้องที่ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยในฐานะหน่วยงานของรัฐต้นสังกัดของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครพนมที่ออกหมายจับโจทก์ผิดตัวจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องดังกล่าว
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องโดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน 5,085,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 201,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 พฤษภาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับยกเว้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2541 นายเพิ่มสุข ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครพนม ขอให้ดำเนินคดีแก่นายสิงห์ ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งร่วมประเวณีกับเด็กหญิง น. บุตรสาวของตน อายุ 14 ปี พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำนายเพิ่มสุขและเด็กหญิง น. ไว้ ตามบันทึกคำให้การของพยาน ในวันเดียวกันนั้นพนักงานสอบสวนส่งตัวเด็กหญิง น. ไปพบแพทย์ตรวจชันสูตรที่โรงพยาบาลนครพนม ผลการตรวจพบว่า ภายในช่องคลอดพบเยื่อพรหมจรรย์มีรอยฉีกขาดใหม่หลายแห่ง และยังพบตัวอสุจิและสารอะซิคฟอสฟาเตสในช่องคลอด ตามผลการตรวจชันสูตรของแพทย์ ต่อมาวันที่ 12 พฤษภาคม 2541 พนักงานสอบสวนไปตรวจสถานที่เกิดเหตุและจัดทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา แล้วยังได้สอบปากคำนายแพทย์สมเกียรติ แพทย์ผู้ตรวจร่างกายเด็กหญิง น. ตามบันทึกคำให้การของแพทย์ ขณะนั้นพนักงานสอบสวนเห็นว่าการกระทำของนายสิงห์ ไม่ทราบนามสกุล มีเหตุอันสมควรเชื่อได้ว่ากระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นยินยอม จึงเห็นควรจับกุมตัวนายสิงห์ ไม่ทราบนามสกุล มาเพื่อดำเนินคดีต่อไปจึงรวบรวมพยานหลักฐานเสนอขอความเห็นชอบ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 พนักงานสอบสวนได้ทำบันทึกขอความเห็นชอบจับกุมหรือออกหมายจับนายสิงห์ ไม่ทราบนามสกุลต่อนายอำเภอเมืองนครพนม ซึ่งนายอำเภอเมืองนครพนมเห็นว่าคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอเชื่อว่านายสิงห์ ไม่ทราบนามสกุล ได้ทำความผิดตามบันทึกขอความเห็นชอบจับกุมหรือออกหมายจับ ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2541 พนักงานสอบสวนได้นำสำนวนคดีอาญาที่ 435/2541 พร้อมหมายจับและตำหนิรูปพรรณ เสนอต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อออกหมายจับนายสิงห์ ไม่ทราบนามสกุล ผู้บังคับบัญชาเห็นว่ามีเหตุสมควรจึงให้จับนายสิงห์ ไม่ทราบนามสกุล ตามความผิดดังกล่าว ตามหมายจับฉบับที่ 37/2541 จากนั้นจึงรวบรวมพยานหลักฐานส่งสำนวนคดีให้พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม ตามรายงานการสอบสวนคดีอาญาและหนังสือสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครพนม ต่อมามีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่บัญญัติให้อำนาจศาลเท่านั้นเป็นผู้มีอำนาจออกหมายจับ พนักงานสอบสวนดำเนินการเปลี่ยนหมายจับ และตรวจสอบชื่อและนามสกุลกับข้อมูลทางทะเบียนราษฎร ปรากฏว่ามีชื่อนายทศพล ที่ปรากฏในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร โดยมีหมายเลขประจำตัวประชาชน 3-1007-00257-19-9 อยู่บ้านเลขที่ 199/1 ถนนพระราม 1 แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร จากนั้นได้มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาสองครั้งโดยให้นายทศพลไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครพนม เพื่อพบพนักงานสอบสวน โดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ แต่ไม่สามารถส่งหมายเรียกตามที่อยู่ที่ปรากฏตามข้อมูลทะเบียนราษฎรได้ ในวันที่ 4 มีนาคม 2547 พนักงานสอบสวนจึงยื่นคำร้องขอหมายจับจากศาลตามหมายจับเดิม พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานซึ่งเป็นบันทึกคำให้การของพยานต่างๆ หมายเรียกผู้ต้องหาทั้งสองครั้ง หมายจับลำดับที่ 37/2541 ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2541 และตำหนิรูปพรรณผู้กระทำผิดที่ศาลไต่สวนคำร้องขอออกหมายจับ แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ออกหมายจับนายทศพลหรือสิงห์ ตามขอ ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลจังหวัดนครพนม ลงวันที่ 4 มีนาคม 2547 และได้ออกหมายจับที่ จ.232/2547 ต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา ขณะที่โจทก์ขับรถจักรยานยนต์บริเวณถนนริมทางรถไฟสายเก่า เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อที่ตั้งด่านตรวจจับกุมในข้อหาขาดต่อทะเบียนรถ จากนั้นได้นำตัวโจทก์ไปยังสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชนปรากฏว่าโจทก์ถูกศาลจังหวัดนครพนมออกหมายจับที่ จ.232/2547 ในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาตน โดยเด็กหญิงนั้นยินยอมตามหมายจับ โจทก์ให้การปฏิเสธ วันรุ่งขึ้นเจ้าพนักงานตำรวจนำตัวโจทก์ไปส่งพ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง