คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553
ฎีกาที่ 15626/2553
หลักกฎหมาย
พฤติการณ์การกระทำของจำเลยกับข้อเท็จจริงที่ได้จากเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมซึ่งกระทำการตามหน้าที่และไม่มีเหตุให้กลั่นแกล้งจำเลย น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงไม่ต้องห้ามที่จะนำมารับฟังเป็นพยานแวดล้อมกรณี ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 (1) บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนและพยานหลักฐานอื่นของผู้เสียหายในการยืนยันตัวจำเลย อันเป็นเพียงพยานบอกเล่าซึ่งโดยหลักต้องห้ามมิให้รับฟัง เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้น และแม้จะเข้าข้อยกเว้น ในการรับฟัง ศาลจะต้องทำด้วยความระมัดระวัง แต่เมื่อปรากฏว่าผู้เสียหายมาศาลและพร้อมที่จะเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ ระหว่างรอการพิจารณาคดี มีญาติของจำเลยสองคนเข้าไปพูดคุยกับผู้เสียหาย จากนั้นผู้เสียหายออกไปจากศาลโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบ ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้เสียหายเพื่อนำตัวมาเป็นพยานหลายนัด แต่ไม่ได้ตัวมาจนต้องงดสืบพยานปากผู้เสียหาย การหลบหนีและไม่ยอมมาเบิกความของผู้เสียหายน่าเชื่อว่าเพื่อช่วยเหลือจำเลย ถือเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นไม่อาจเอาผู้เสียหายมาเบิกความได้อันเป็นข้อยกเว้นให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่าได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 (2) และยังถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี ศาลย่อมรับฟังพยานบอกเล่าดังกล่าวเพื่อลงโทษจำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1), 336 ทวิ, 58 และบวกโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 160/2546 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ และให้นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 96/2547 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1681/2547 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยคืนกระเป๋าสะพาย โทรศัพท์เคลื่อนที่และเงินสดที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาเป็นเงิน 7,300 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 เวลากลางคืน เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลดินแดงตรวจค้นรถยนต์หมายเลขทะเบียน วณ 8832 กรุงเทพมหานคร แต่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ธ 7111 กรุงเทพมหานคร (ป้ายแดง) ที่จำเลยขับผ่านจุดตรวจ ยึดได้ยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (ยาอี) จำนวนเล็กน้อยเป็นของกลางจึงจับกุมจำเลยดำเนินคดีข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและในการตรวจค้นรถยนต์ยังพบบัตรประจำตัวประชาชนของผู้หญิง 8 ใบ ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของผู้หญิง 1 ใบ นาฬิกาข้อมือ 9 เรือน ต่างหู 2 คู่ กับอีก 4 ข้าง สร้อยคอ 3 เส้น สร้อยข้อมือ 3 เส้น แหวน 5 วง เครื่องสำอางของผู้หญิง 1 กล่อง ซิมการ์ดโทรศัพท์ 18 อัน แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์หมายเลข วณ 8832 กรุงเทพมหานคร 1 แผ่น และอื่น ๆ อีกหลายรายการ คงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ พยานโจทก์มีร้อยตำรวจโทชัยวัฒน์ผู้จับกุมเบิกความว่า หลังจับกุมจำเลยพยานได้ติดต่อไปยังผู้หญิงที่ปรากฏชื่ออยู่ในใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ ผู้หญิงคนดังกล่าวได้ไปพบและเล่าว่า ได้รู้จักกับจำเลยและชวนกันไปรับประทานอาหาร จากนั้นจำเลยพาเข้าโรงแรมแล้วปลดทรัพย์ซึ่งมีนาฬิกาข้อมือกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง เหตุเกิดในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก พยานจึงแนะนำให้ไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก กับมีพันตำรวจโทอิสระพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลมักกะสันเบิกความว่า เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2546 ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพยานว่า เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2546 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา ผู้เสียหายได้พบกับจำเลยที่ร้านจิโอ้ ถนนพระราม 9 แล้วชวนกันไปรับ ประทานอาหารที่ถนนสุขุมวิท โดยนั่งรถยนต์ของจำเลย หลังรับประทานอาหารเสร็จเวลา 00.20 นาฬิกา จำเลยพาไปส่งที่ร้านจิโอ้ จำเลยจอดรถและให้ผู้เสียหายลงไปช่วยหยิบกระเป๋าสตางค์ของจำเลยซึ่งอยู่ที่เบาะหลังด้านขวา ผู้เสียหายลงไปหาแต่ไม่พบ เมื่อผู้เสียหายปิดประตูรถ จำเลยก็ขับรถออกไปโดยเอากระเป๋าสะพายของผู้เสียหายไปด้วย ภายในกระเป๋ามีโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง เงินสด 1,000 บาท และบัตรประจำตัวประชาชน 1 ใบ ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2546 ผู้เสียหายพบข่าวที่จำเลยถูกจับกุมในหนังสือพิมพ์และจำได้ว่าเป็นคนร้าย จึงไปดูตัวที่สถานีตำรวจนครบาลดินแดงและนำบันทึกข้อความกับบัตรประจำตัวประชาชนไปร้องทุกข์ต่อพยานเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ผู้เสียหายชี้ภาพถ่ายของจำเลยที่ปรากฏในข่าว กับชี้รถยนต์ที่จำเลยใช้ก่อเหตุ หลังจากพยานรับตัวจำเลยไปดำเนินคดี พยานจัดให้ผู้เสียหายชี้ตัวผู้ต้องหา ผู้เสียหายชี้ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายตามบันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหา เห็นว่า ร้อยตำรวจโทชัยวัฒน์จับกุมจำเลยและยึดได้ทรัพย์สินอยู่ในรถยนต์ของกลางจำนวนหลายรายการ โดยทรัพย์สินดังกล่าวมิใช่เป็นของจำเลย กับไม่มีเหตุผลใดที่จะมีบุคคลอื่นนำ มาเก็บไว้หรือหลงลืมไว้ในรถจำนวนมากเช่นนี้ ทั้งจำเลยมิได้ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนกับนำสืบให้เห็นว่าเป็นการมีอยู่หรือได้มาโดยชอบ การมีไว้ในครอบครองซึ่งทรัพย์ สินดังกล่าวของจำเลยจึงนับว่าเป็นพิรุธ ทั้งสอดคล้องกับการพบทรัพย์สินซึ่งมีทั้งใบอนุญาตขับขี่รถยนต์และบัตรประจำตัวประชาชนของผู้หญิงจำนวนมากอยู่ในรถ กับยังปรากฏว่ามีการถอดป้ายทะเบียนที่แท้จริงออกแล้วนำแผ่นป้ายทะเบียนอื่น (ป้ายแดง) ติดไว้แทนโดยปราศจากเหตุผล อันเป็นลักษณะของการปิดบังอำพรางหมายเลขทะเบียนของรถที่แท้จริงไว้ พฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยกับข้อเท็จจริงที่ได้จากร้อยตำรวจโทชัยวัฒน์เช่นนี้น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงไม่ต้องห้ามที่จะนำมารับฟังเป็นพยานแวดล้อมกรณี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 (1) ครั้นเมื่อมีการเสนอข่าวและแพร่ภาพถ่ายของจำเลยในหนังสือพิมพ์ ผู้เสียหายก็ได้เข้าร้องทุกข์และให้การต่อพันตำรวจโทอิสระพนักงานสอนสวน อันเป็นการยืนยันมาโดยตลอดว่าจำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหาย และโดยไม่มีเหตุผลใดที่ผู้เสียหายจะต้องไปกลั่นแกล้งกล่าวหาจำเลย แม้ในชั้นพิจา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง