ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553

ฎีกาที่ 15717/2553

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 กับพวกมีเจตนาบุกรุกเข้าไปทำร้ายคนในบ้านผู้เสียหาย เมื่อไม่พบก็นำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปเผา มิใช่มุ่งเอาประโยชน์จากทรัพย์จึงไม่ใช่เอาทรัพย์ไปโดยเจตนาทุจริต ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 กับพวกมีเจตนาลักทรัพย์ของผู้เสียหาย การกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้อง จำเลยที่ 2 กับพวกอีกประมาณ 10 คน บุกรุกเข้าไปในบริเวณบ้านพักอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายในเวลากลางคืนและใช้อาวุธปืนขู่เข็ญว่าจะทำร้ายผู้เสียหายและกลับออกไปพร้อมนำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปด้วยกัน เป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรอันเป็นความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) (3) แต่เนื่องจากโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 364 จึงมิอาจลงโทษจำเลยที่ 2 ตามฐานความผิดดังกล่าวซึ่งมีโทษหนักกว่าที่โจทก์ขอและถือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษ จึงลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 364 เท่านั้น จำเลยที่ 2 กับพวกเผารถจักรยานยนต์เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเป็นเจตนาแยกต่างหากจากเจตนาแรกที่บุกรุกเข้าไปจะทำร้ายบุคคลที่อยู่ในบ้านผู้เสียหาย จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน แต่ข้อแตกต่างระหว่างความผิดฐานปล้นทรัพย์และฐานทำให้เสียทรัพย์ มิได้แตกต่างกันในสาระสำคัญ ทั้งจำเลยที่ 2 ก็มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ในฐานความผิดที่ถูกต้อง และมีบทลงโทษเบากว่าที่โจทก์ฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม เมื่อศาลฟังว่าจำเลยที่ 2 มิได้กระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ แต่กระทำความผิดฐานบุกรุกและ ทำให้เสียทรัพย์ ย่อมเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งร่วมกระทำผิดแต่มิได้ฎีกาให้ได้รับประโยชน์ดุจจำเลยที่ 2 ผู้ฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 364, 83, 91, 32, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคารถจักรยานยนต์แก่ผู้เสียหายเป็นเงินจำนวน 18,000 บาท ริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง และวรรคสี่, 364 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ปืนยิงซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต กรณีเมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วไม่อาจปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ได้อีก นอกจากนั้นจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน ลงโทษจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน ลงโทษจำคุก 6 เดือน ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุไม่เกิน 18 ปี (ที่ถูก ไม่เกิน 20 ปี) ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยทั้งสองหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานปล้นทรัพย์ จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 33 ปี 4 เดือน ฐานมีและพาอาวุธปืนจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 34 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคารถจักรยานยนต์ 18,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ริบของกลางยกเว้นรถจักรยานยนต์ 4 คัน ให้คืนแก่เจ้าของ ข้อหาและคำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83, 76 จำคุก 16 ปี รวมกับโทษฐานมีและพาอาวุธปืนแล้ว เป็นจำคุก 16 ปี 8 เดือน ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายร่วมกับจำเลยที่ 1 และพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ 2 คน คือ ผู้เสียหายและนายวรรณชัย ซึ่งเป็นน้องชายผู้เสียหายมาเบิกความสอดคล้องกันในส่วนที่ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกมาที่บ้านผู้เสียหายถามหานายก้อยเพื่อนของนายวรรณชัย ผู้เสียหายตอบว่าไม่อยู่ จำเลยที่ 1 แสดงกริยาไม่พอใจ ทำท่าจะชักอาวุธปืนและบอกว่าจำรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน สงขลา 9 ก - 4469 ของผู้เสียหายที่นายก้อยเอาไปขับได้ แม้ผู้เสียหายกับนายวรรณชัยจะเบิกความแตกต่างกันบ้างในส่วนที่ผู้เสียหายบอกว่าไม่เห็นว่าจำเลยที่ 2 พกพาอาวุธ และจำไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 จะร่วมเข็นรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกไปจากบ้านหรือไม่ แต่นายวรรณชัยเบิกความว่า จำเลยที่ 2 ยืนถือมีดยาวประมาณ 1 ช่วงแขน อยู่ใกล้ๆ กับจำเลยที่ 1 และได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เข็นรถจักรยานยนต์ออกไปด้วยนั้น เห็นว่า ความแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับอากัปกริยาของคนร้ายแต่ละคนเท่านั้น ไม่ใช่สาระสำคัญ พยานโจทก์ทั้งสองปากต่างก็ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน แต่เบิกความสอดคล้องและยืนยันตรงกันว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กับพวกบุกรุกเข้าไปที่บ้านผู้เสียหาย แล้วนำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป แม้เหตุจะเกิดเวลากลางคืน แต่จากภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ ภาพที่ 1 และที่ 2 หน้าบ้านที่เกิดเหตุมีลักษณะเป็นที่โล่ง มีแสงสว่างจากไฟนีออนหลอดยาวที่ติดอยู่ที่หน้าบ้าน ผู้เสียหายและนายวรรณชัยยืนพูดกับจำเลยที่ 1 เป็นเวลานานพอสมควรก่อนที่กลุ่มคนร้ายจะออกไปจากบ้านพร้อมรถจักรยานยนต์ ย่อมมีโอกาสที่จะเห็นและจดจำรูปร่าง ลักษณะใบหน้าคนร้ายได้ นอกจากนี้ ได้ความจากผู้เสียหายเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า นอกจากจำเลยที่ 1 ที่พูดจาตะคอกแล้ว กลุ่มวัยรุ่นที่ร่วมด้วยยังแสดงอาการเสียงดังข่มขู่ผู้เสียหายด้วย โดยที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้พูดกับผู้เสียหายถามหานายก้อยพร้อมแสดงกริยาทำท่าจะชักอาวุธปืน ผู้เสียหายและนายวรรณชัยย่อมต้องมุ่งความสนใจมาที่จำเลยที่ 1 มากกว่าจะจดจำพฤติกรรมของคนร้ายคนอื่น คำเบิกความส่วนนี้จึงอาจแตกต่างกันได้บ้าง การที่รถจักรยานยนต์สองคันที่จอดอยู่หน้าบ้านถูกกรีดเบาะนั่งได้รับความเสียหาย ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ในกลุ่มคนร้ายที่ร่วมกันก่อเหตุจะต้องมีคนหนึ่งคนใดมีอาวุธมีคม หลังเกิดเหตุไม่นาน เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจได้รับแจ้งเหตุแล้วก็ติดตามจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกได้ภายในเวลากระชั้นชิดไล่เลี่ยกันที่ชุมชนบ่อนวัวโดยได้พบเศษกระบอกโช้กอัพด้านหน้ารถจักรยานยนต์ที่บริเวณนั้น ซึ่งผู้เสียหายดูแล้ว ก็ยืนยันว่าเป็
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15717/2553 · ทนอย Thanoy