ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553

ฎีกาที่ 15786/2553

หลักกฎหมาย

ขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ออกมาใช้บังคับ และในมาตรา 3 บัญญัติให้ยกเลิกพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ที่แก้ไขเพิ่มเติม แต่ในมาตรา 158 ได้บัญญัติให้ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ที่ใช้บังคับอยู่เดิมให้ใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติฉบับหลังนี้ ดังนี้ ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดหลักประกันเป็นทรัพย์สินที่บริษัทเงินทุนต้องเรียก (ฉบับที่ 5) และ (ฉบับที่ 6) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 30 (5) จึงยังมีผลใช้บังคับอยู่ ทั้งพ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ยังบัญญัติให้การที่สถาบันการเงินฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวเป็นความผิด และกำหนดโทษสำหรับสถาบันการเงินรวมทั้งกรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการสถาบันการเงินนั้น ตามมาตรา 46 (5) วรรคหนึ่ง, 125, 132 วรรคสอง แต่ปรากฏว่าโทษที่จะต้องลงแก่กรรมการตามที่บัญญัติในมาตรา 75 วรรคสอง สำหรับความผิดตามมาตรา 30 (5) แห่งพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 คือจำคุกตั้งแต่สองปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท แตกต่างกับโทษที่บัญญัติในมาตรา 132 วรรคสอง สำหรับความผิดเดียวกันตามมาตรา 46 (5) วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 125 แห่งพ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ซึ่งบัญญัติโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาทและปรับอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องโดยไม่มีโทษจำคุก โทษตามพ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้โทษตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าทางใด ตามป.อ. มาตรา 3 วรรคหนึ่ง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 6, 6 ทวิ, 7, 30, 70, 75 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง (5) (ที่ถูก มาตรา 30 (5) วรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา 75 วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จากคำเบิกความของนายจักรกริศน์นิติกรสังกัดสายคดีธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งร่วมกับพวกปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินกิจการของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยแคปิตอล จำกัด ได้ความว่า กรรมการชุดใหม่นี้ ขณะได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย นายนิกร นายประทีป นายประพันธ์ และนางดาวรุ่ง ร่วมกันเป็นกรรมการบริษัทวัฏจักร จำกัด (มหาชน) นายนิกร นายประทีปและนายประพันธ์ร่วมกันเป็นกรรมการบริษัทมีเดียพลัส จำกัด (มหาชน) นายนิกรและนายประพันธ์ร่วมกันเป็นกรรมการบริษัทไทยสกายเคเบิลทีวี จำกัด (มหาชน) นายนิกร นายประทีป และนายประพันธ์ร่วมกันเป็นกรรมการบริษัทเอเชียวิชั่นส์ จำกัด กับนายนิกรและนายประพันธ์ร่วมกันเป็นกรรมการบริษัทไทยเพรส แอนด์ พริ้นท์ จำกัด นอกจากนี้ ขณะบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยแคปิตอล จำกัด อนุมัติให้สินเชื่อแก่บริษัทวัฎจักร จำกัด (มหาชน) บริษัทมีเดียพลัส จำกัด (มหาชน) บริษัทไทยสกายเคเบิลทีวี จำกัด (มหาชน) บริษัทเอเชียวิชั่นส์ จำกัด และบริษัทไทยเพรส แอนด์ พรินท์ จำกัด เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2539 วันที่ 12 ธันวาคม 2539 และวันที่ 15 มกราคม 2540 นายนิกร นายประทีปและนายประพันธ์ก็ยังคงเป็นกรรมการในบริษัทดังกล่าว คงมีนางดาวรุ่งเพียงผู้เดียวที่มิได้เป็นกรรมการบริษัทวัฎจักร จำกัด (มหาชน) โดยพ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2539 และแม้จำเลยจะมิได้ร่วมเป็นกรรมการในบริษัททั้งห้าดังกล่าว แต่ปรากฏว่า นายชาญชัยสามีของจำเลยได้ร่วมเป็นกรรมการบริษัทวัฎจักร จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2539 ตลอดมาจนถึงวันที่ 8 มกราคม 2541 ข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ปรากฏจากพยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวนี้ชี้ชัดให้รับฟังได้เป็นมั่นคงว่า ผู้บริหารบริษัททั้งห้าล้วนเป็นกลุ่มบุคคลร่วมกันเป็นคณะในการดำเนินธุรกิจโดยมีนายนิกรและนายประพันธ์ร่วมเป็นกรรมการในทุกบริษัท นายประทีปเป็นกรรมการ 3 บริษัท อีกทั้งมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวนี้ได้ร่วมกันดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทุนจากสถาบันการเงินไปใช้ในกิจการกลุ่มบริษัทของพวกตน ซึ่งจะเห็นได้จากการขออนุมัติสินเชื่อจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยแคปิตอล จำกัด และใช้วิธีการให้ได้รับอนุมัติสินเชื่อโดยเข้าซื้อกิจการของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยแคปิตอล จำกัด แล้วประชุมลงมติให้กลุ่มของตนเป็นคณะกรรมการเพื่อมีอำนาจอนุมัติสินเชื่อให้แก่บริษัททั้งห้าโดยเจตนาฝ่าฝืนประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดหลักประกันเป็นทรัพย์สินที่บริษัทเงินทุนต้องเรียก (ฉบับที่ 5) และ (ฉบับที่ 6) ตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลการดำเนินธุรกรรมของสถาบันการเงินออกประกาศดังกล่าวเพื่อคุ้มครองประชาชนทั่วไปที่ฝากเงินไว้ต่อสถาบันการเงินมิให้ได้รับความเสียหายจากการบริหารของกรรมการในสถาบันการเงิน ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานโจทก์ดังที่ได้วินิจฉัยมาจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยในฐานะกรรมการบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยแคปิตอล จำกัด ได้ร่วมรู้เห็นในการกระทำความผิดของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยแคปิตอล จำกัด ฉะนั้น แม้จำเลยจะมิได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการในการอนุมัติสินเชื่อให้แก่บริษัททั้งห้าดังกล่าว จำเลยก็ต้องมีความผิดเช่นกัน พยานจำเลยซึ่งนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยมิได้ร่วมรู้เห็นในการกระทำความผิดของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยแคปิตอล จำกัด ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยควรได้รับการลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า การประกอบธุรกิจของสถาบันการเงินเกี่ยวข้องกับประชาชนทั่วไปโดยตรงในด้านเศรษฐกิจและสังคมส่วนรวมอย่างยิ่งดังจะเห็นได้จากรัฐต้องออกกฎหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15786/2553 · ทนอย Thanoy