ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559

ฎีกาที่ 1582/2559

หลักกฎหมาย

จำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาว่า สัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการแต่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทตามสัญญาต่อคณะอนุญาโตตุลาการจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ จำเลยค้างชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์เพียง 260,050 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ 931,950 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการเรียกร้องเกินจำนวนที่แท้จริงถึง 671,900 ดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นการอ้างความเท็จเพื่อเอาเปรียบจำเลย แต่จำเลยก็นำสืบทำนองว่า จำเลยเองเป็นฝ่ายขอให้โจทก์แสดงราคาสินค้าให้สูงเกินจริงด้วยเพื่อจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อสภาพกิจการของจำเลย รวมทั้งใช้ราคาที่กำหนดสูงขึ้นนี้ขอสินเชื่อต่อธนาคารและจดทะเบียนจำนองเครื่องจักรนี้เป็นประกันการชำระหนี้สินเชื่อต่อธนาคารดังกล่าว ทั้งนี้โดยจำเลยถือโอกาสที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนซึ่งได้รับสิทธิพิเศษไม่ต้องชำระภาษีศุลกากรการนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม อันถือเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ถือได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างไม่สุจริตโจทก์จึงไม่อาจยกเอาประโยชน์แห่งความไม่สุจริตดังกล่าวเรียกร้องเอาหนี้ได้เต็มจำนวน แต่จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าในส่วนคงค้างต่อโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าเครื่องรีดพลาสติกในส่วนคงค้างต่อโจทก์ 260,050 ดอลลาร์สหรัฐ และโจทก์ก็ต้องรับผิดในค่าเสียหายจากความชำรุดบกพร่องของสินค้ารวมถึงอุปกรณ์ที่ยังขาดส่งรวมเป็นเงิน 3,377,261.31 บาท จำเลยจึงยังคงต้องชำระค่าสินค้าดังกล่าวแต่สามารถหักค่าเสียหายที่โจทก์ต้องรับผิดชอบออกได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,071,168 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 931,950 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐจำนวนที่เป็นผลลัพธ์จากการนำเงินจำนวน 260,050 ดอลลาร์สหรัฐ หักด้วยจำนวนเงินดอลลาร์สหรัฐที่ได้จากการคำนวณเงินไทยจำนวน 3,377,216.31 บาท ในอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครขายเงินดอลลาร์สหรัฐในวันที่มีคำพิพากษานี้ ถ้าไม่มีอัตราในวันดังกล่าว ก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราขายเช่นว่านั้นก่อนวันที่มีคำพิพากษา พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนที่ได้จากการคำนวณดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยชำระเป็นเงินไทย ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันและสถานที่ใช้เงินโดยคำนวณจากจำนวนหนี้เงินดอลลาร์สหรัฐทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์จากการคำนวณดังกล่าวข้างต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเฉพาะตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี และกำหนดค่าทนายความให้จำนวน 30,000 บาท โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า สัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการด้วย แต่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทตามสัญญาต่อคณะอนุญาโตตุลาการตามสัญญาก่อนที่จะฟ้องคดีนี้ จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการ โดยมิได้เสนอข้อพิพาทนั้นต่อคณะอนุญาโตตุลาการตามสัญญา คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องอาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจไม่ช้ากว่าวันยื่นคำให้การหรือภายในระยะเวลาที่มีสิทธิยื่นคำให้การตามกฎหมาย ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี เพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ และเมื่อศาลไต่สวนแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะ หรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ ก็ให้สั่งจำหน่ายคดีนั้นเสีย แต่จำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องตามบทกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด จึงไม่มีสิทธิที่จะหยิบยกปัญหาดังกล่าวมาโต้แย้งและย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหานี้ด้วย จึงไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ มีปัญหาข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่สมควรวินิจฉัยไปด้วยกันว่า โจทก์กับจำเลยตกลงซื้อขายสินค้ากันในราคาเพียง 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือในราคา 2,421,900 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง และการกล่าวอ้างราคาสินค้าตามคำฟ้องเพื่อเรียกร้องหนี้ค้างชำระค่าสินค้าเป็นต้นเงินจำนวน 931,950 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยตกลงทำสัญญาซื้อขายสินค้ากับโจทก์ตามสำเนาสัญญาซื้อขาย อันถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ซึ่งจำเลยก็ให้การรับว่าได้ทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ที่มีรายละเอียดตามสัญญาดังกล่าว แต่โต้แย้งในข้อสาระสำคัญในเรื่องราคาสินค้าที่ตกลงกันเป็นเงินเพียง 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น มิใช่ราคา 2,421,900 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ระบุในสัญญาเอกสารท้ายคำฟ้องของโจทก์ โดยเฉพาะในส่วนเงินมัดจำที่ต้องชำระก่อนส่งสินค้าที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันได้ความว่า จำเลยต้องชำระแก่โจทก์เป็นเงิน 1,489,950 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจำเลยก็ได้ชำระให้แก่โจทก์แล้ว ดังรายละเอียดในคำฟ้องของโจทก์ และเมื่อพิจารณาตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวข้อ 9 เกี่ยวกับเงื่อนไขการชำระเงินที่ระบุว่า ชำระเป็นเงินดาวน์ร้อยละ 15 และชำระอีกร้อยละ 75 ของราคาทั้งหมดก่อนการส่งสินค้า ส่วนที่เหลือชำระอีกร้อยละ 10 ของราคาทั้งหมดหลังจากได้ผลิตสินค้าจำหน่ายได้ และตามที่นายจาง เจน เชีย พยานโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของพยานกับเบิกความประกอบว่า โจทก์จำเลยตกลงซื้อขายสินค้ากันในราคา 2,421,900 ดอลลาร์สหรัฐ และจำเลยชำระเงินมัดจำแล้วจำนวน 1,489,950 ดอลลาร์สหรัฐ ยังคงค้างชำระค่าสินค้าอีกจำนวน 931,950 ดอลลาร์สหรัฐ แต่พยานโจทก์ปากนี้ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า นายหัว ลู เป็นพนักงานบริษัทโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดทำเอกสารเกี่ยวกับการซื้อขายด้วย โดยมีนายแคนดี้ ลู เป็นผู้ช่วยนายหัว ลู นายหัว ลู เป็นผู้ทำไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ตามเอกสารหมาย ล.13 ถึงนายบวร ซึ่งใช้นามว่าไบรอั้นผู้เป็นกรรมการบริษัทจำเลย และนายแคนดี้ลูเป็นผู้ทำไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ตามเอกสารหมาย ล.14 ถึง ล.16 ถึงนายบวร นอกจากนี้พยานก็เป็น
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1582/2559 · ทนอย Thanoy