ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2562

ฎีกาที่ 1586/2562

หลักกฎหมาย

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กหญิง ยินยอมให้จำเลยพยายามกระทำชำเราและกระทำอนาจาร การกระทำของจำเลยก็ยังเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหายที่ 2 แม้จะมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้แล้ว และยังคงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยแทนผู้เสียหายที่ 2 ได้อีก การที่ผู้เสียหายที่ 2 ไปที่ร้านของจำเลยเอง แล้วจำเลยล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เสียหายที่ 2 ที่ร้านโดยจำเลยมิได้พาผู้เสียหายที่ 2 ไปแต่อย่างใด จำเลยย่อมไม่มีความผิดฐานพาผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจาร แต่การที่จำเลยพยายามกระทำชำเรา และกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 ย่อมเป็นการกระทบต่ออำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 ที่มีต่อผู้เสียหายที่ 2 มิให้ผู้ใดพรากไปเสียจากความปกครอง แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมก็ตาม แต่ผู้เสียหายที่ 2 ยังไม่พ้นจากความปกครองของผู้เสียหายที่ 1 ผู้เป็นมารดา ถือว่าเป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นาง ส. ผู้ร้องที่ 1 และเด็กหญิง ด. โดยนาง ส. มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่ง ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 600,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก วรรคสาม ประกอบมาตรา 80, 279 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคหนึ่ง วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ตามฟ้องข้อ 1.1, 1.3, 1.5, 1.7 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามกระทำชำเรา ตามมาตรา 277 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ตามฟ้องข้อ 1.2, 1.4, 1.6 จำคุกกระทงละ 4 ปี 8 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี 24 เดือน ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารฯ ตามมาตรา 279 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ตามฟ้องข้อ 1.8 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 32 ปี 30 เดือน ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 ให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าเด็กหญิง ด. ผู้เสียหายที่ 2 เป็นบุตรของนาง ส. ผู้เสียหายที่ 1 กับนาย ม. บิดามารดาของผู้เสียหายที่ 2 หย่าร้างกัน ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร ส่วนผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในความดูแลของนาย พ. มีศักดิ์เป็นตาของผู้เสียหายที่ 2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีผู้เสียหายที่ 2 เพียงผู้เดียวที่ประสบเหตุการณ์รายนี้เป็นพยาน แต่ขณะเกิดเหตุครั้งแรกผู้เสียหายที่ 2 มีอายุเพียง 12 ปี และกำลังเรียนหนังสืออยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทั้งไม่ปรากฏเคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 มีรายละเอียดลำดับเรื่องราวเช่นเดียวกับบันทึกคำให้การ ลำดับเรื่องราวเชื่อมโยงกันสมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถ้อยคำไม่มีข้อพิรุธให้ระแวงสงสัยว่าผู้เสียหายที่ 2 จะนึกคิดเสริมแต่งเรื่องราว ขึ้นมาปรักปรำผู้ใดให้ต้องรับโทษ อีกทั้งโจทก์ยังมีหลักฐานนาฬิกาข้อมือแบบผู้หญิง 2 เรือน ที่นาย พ. ตาผู้เสียหายที่ 2 ให้การต่อพนักงานสอบสวน ยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้มอบนาฬิกาและโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ผู้เสียหายที่ 2 ไว้ใช้งาน โดยเฉพาะซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่ 2 มีรายการบันทึกหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่มีชื่อจำเลยไว้ 5 หมายเลข ซึ่งโจทก์มีพันตำรวจโท ท. พนักงานสอบสวนเบิกความรับรองว่ามีหมายเลขโทรศัพท์บันทึกชื่อจำเลยจริง เมื่อพิจารณาจากการที่ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับโทรศัพท์เคลื่อนที่และนาฬิกาที่เป็นสิ่งของมีค่าจากจำเลยเกินกว่าปกติของคนที่รู้จักกันธรรมดา ย่อมแสดงว่าผู้เสียหายที่ 2 กับจำเลยต้องมีความสัมพันธ์พิเศษต่อกัน ยิ่งกว่านั้นตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์หญิง ป. ผลการตรวจห้องปฏิบัติการระบุว่า ตรวจพบสารประกอบในน้ำอสุจิ (แอซิคฟอสฟาเตส) บริเวณปากช่องคลอด ตรวจไม่พบตัวอสุจิ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 อายุยังไม่เกินสิบสามปีรวม 3 ครั้ง และกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 อายุยังไม่เกินสิบห้าปี 1 ครั้ง เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสามประกอบมาตรา 80 และมาตรา 279 วรรคแรก สำหรับพฤติการณ์คดีที่ผู้เสียหายที่ 2 ไปที่ร้านจำเลยเอง แล้วจำเลยถึงล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เสียหายที่ 2 ที่ร้านจำเลยนั้น จำเลยมิได้พาผู้เสียหายที่ 2 ไปร้านจำเลยแต่อย่างใด จำเลยย่อมไม่มีความผิดฐานพาผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจาร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง