คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2536
ฎีกาที่ 1593/2536
หลักกฎหมาย
หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรท้ายพระราชกฤษฎีกาพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2503 ข้อที่ 5 กำหนดว่า ของซึ่งไม่อาจจัดเข้าประเภทใดในพิกัดอัตราศุลกากรนี้ได้ ก็ให้จัดเข้าในประเภทเดียวกับของซึ่งใกล้เคียงกับของชนิดนั้นมากที่สุด ดังนั้น การตีความจำต้องพิเคราะห์ถึงระบบการทำงานของสินค้าชนิดนั้น รวมทั้งคุณสมบัติอื่น ๆ ประกอบกัน สินค้ารายพิพาทคือหัวเทปบันทึกภาพโทรทัศน์เป็นชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ของเครื่องบันทึกเทปโทรทัศน์ที่ใช้กับเครื่องส่งโทรทัศน์เฉพาะในสถานีส่งโทรทัศน์ สามารถส่งสัญญาณเข้าเครื่องส่งโทรทัศน์และแพร่ภาพออกไปได้ มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับกล้องถ่ายโทรทัศน์ จึงเป็นสินค้าตามพิกัดประเภทที่ 85.15 ก.ส่วนสินค้าตามพิกัดอากรขาเข้าประเภทที่ 92.13 คือ ส่วนประกอบและสิ่งอุปกรณ์อย่างอื่นของหีบเสียง เครื่องสั่งงานเครื่องบันทึกเสียงหรือเครื่องเปล่งเสียง จึงเป็นสินค้าที่เกี่ยวกับเสียงแต่เพียงอย่างเดียว จะนำไปใช้เกี่ยวกับภาพไม่ได้
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2521 จำเลยนำเข้าหัวเทปบันทึกภาพโทรทัศน์ "แอมเพ็ค" จำนวน 1 ชุด และยื่นใบขนสินค้าขาเข้าโดยสำแดงประเภทพิกัดที่ 85.15 ก. ได้ชำระภาษีอากรและรับของไปจากอารักขาของศุลกากรเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2521 ต่อมาเจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าดังกล่าวแล้วปรากฏว่าจำเลยสำแดงประเภทพิกัดอัตราอากรขาเข้าไม่ถูกต้อง กล่าวคือของซึ่งจำเลยนำเข้ามานั้นเป็นประเภทพิกัดที่ 92.13 อัตราอากรร้อยละ 50 อัตรากำไรมาตรฐานร้อยละ 11 ของราคาของ ภาษีการค้าร้อยละ 7 ของรายรับ เป็นเหตุให้จำเลยเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้อง โจทก์ที่ 1 จึงประเมินภาษีอากรและแจ้งการประเมินภาษีอากรให้จำเลยนำเงินค่าภาษีอากรชำระเพิ่มเติมแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่นำเงินค่าภาษีอากรไปชำระให้แก่โจทก์ภายในกำหนด 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินโดยชอบ และมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน จำเลยต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯมาตรา 112 จัตวา ในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรขาเข้าที่ต้องชำระเพิ่มเติม คือจำนวน 37,753.07 บาทนับตั้งแต่วันที่ได้ส่งมอบของให้จำเลยรับไปจากอารักขาของศุลกากรเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2521 จนถึงวันที่จำเลยนำเงินมาชำระ คิดถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลา 120 เดือน เดือนละ 377.53 บาท เป็นเงิน45,303.60 บาท นอกจากนี้ต้องเสียเงินเพิ่มภาษีการค้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 ทวิ ในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีการค้าที่จำเลยต้องชำระเพิ่มเติมจำนวน2,933.42 บาท นับตั้งแต่พ้น 15 วันถัดจากเดือนภาษี คือวันที่16 พฤศจิกายน 2521 จนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น และต้องเสียเงินเพิ่มภาษีบำรุงเทศบาลในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเพิ่มภาษีการค้ารวมอากรขาเข้า ภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาล และเงินเพิ่มภาษีอากรเป็นเงินทั้งสิ้น 89,510.19 บาท ที่จำเลยจะชำระแก่โจทก์ทั้งสองขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน 89,510.19บาท และเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินอากรขาเข้า 37,753.07 บาท เป็นรายเดือน เดือนละ 377.53 บาทนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า สินค้าที่จำเลยนำเข้าไม่ใช่สินค้าที่ต้องเสียภาษีอากรในพิกัดอัตราศุลกากร ประเภทที่ 92.13 เพราะเป็นหัวเทปบันทึกภาพโทรทัศน์ซึ่งเป็นส่วนประกอบหรือเครื่องอะไหล่ของเครื่องบันทึกเทปโทรทัศน์ ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องส่งวิทยุโทรทัศน์ จึงต้องจัดเข้าพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 85.15 ก.จำเลยได้เสียภาษีอากรไว้ถูกต้องครบถ้วนแล้ว จึงไม่ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่ม จำเลยไม่เคยรับทราบการประเมินภาษีอากรจากโจทก์ที่ 1ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้พิพากษายกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2521 เดิมจำเลยซึ่งเป็นผู้นำเข้าได้นำหัวเทปบันทึกภาพยี่ห้อแอมเพ็ค เข้ามาในประเทศไทย สำแดงพิกัด 85.15 ก. อัตราอากรร้อยละ 5 กำไรมาตรฐานร้อยละ 11 อัตราภาษีการค้าร้อยละ 7 และสำแดงราคาสินค้า 77,722.17บาท เจ้าพนักงานของกรมศุลกากรโจทก์ที่ 1 ตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2521 ต่อมาประมาณปี 2526กองศุลกาธิการได้ทักท้วงว่าสินค้าที่จำเลยนำเข้าชำระอากรไม่ถูกต้องเพราะสินค้านำเข้านั้นควรจัดเข้าประเภทพิกัดที่ 92.13 อัตราอากรร้อยละ 50 จึงส่งเรื่องให้กองคดีมีหนังสือเชิญจำเลยให้มาพบเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง จำเลยมาพบและมีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงโดยยืนยันว่าสินค้าที่นำเข้าจัดเข้าประเภทพิกัดที่ 85.15 ก. ถูกต้องแล้วกองคดีจึงมีหนังสือส่งเรื่องให้กองพิกัดอัตราศุลกากรพิจารณาปัญหาด้านพิกัด เจ้าหน้าที่เบื้องต้นของกองพิกัดอัตราศุลกากรได้นำเรื่องเสนอคณะกรรมการพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร คณะกรรมการได้พิจารณาแล้วมีความเห็นตรงกันว่าสินค้าที่จำเลยนำเข้ารายพิพาทนี้ควรจัดเข้าประเภทพิกัดที่ 92.13 เหตุผลที่จัดเข้าประเภทพิกัดที่ 92.13 ก็คือสินค้าที่นำเข้าสามารถบันทึกทั้งเสียงและภาพซึ่งประเภทพิกัดที่ 92.13 นั้นเป็นสินค้าประเภทเครื่องบันทึกเสียง ดังนั้นสินค้าที่จำเลยนำเข้าจึงใกล้เคียงกับสินค้าที่จัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 92.13 และตามหลักเกณฑ์การตีความประเภทพิกัดให้จัดสินค้าเข้าประเภทพิกัดที่ใกล้เคียงมากที่สุด ดังนั้นจึงต้องจัดสินค้าที่จำเลยนำเข้าประเภทพิกัดที่ 92.13 ส่วนประเภทพิกัดที่ 85.15 ก.นั้นเป็นสินค้าประเภทเครื่องส่งโทรทัศน์แต่สินค้าที่จำเลยนำเข้าเป็นเพียงอุปกรณ์ของเครื่องบันทึกภาพและเสียงเท่านั้น เมื่อคณะกรรมการมีความเห็นว่าสินค้าที่จำเลยนำเข้าต้องจัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 92.13 เจ้าพนักงานประเมินจึงได้ทำการประเมินและแจ้งให้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง