ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555

ฎีกาที่ 16066/2555

หลักกฎหมาย

เรือ ช. บรรทุกน้ำมันที่ได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิตสำหรับการนำไปจำหน่ายเฉพาะในบริเวณเขตต่อเนื่อง โดยประเทศไทยได้ประกาศใช้ความกว้างของทะเลอาณาเขตเป็นระยะ 12 ไมล์ทะเล และได้มีการประกาศเขตต่อเนื่อง ได้แก่ บริเวณที่อยู่ถัดออกไปจากทะเลอาณาเขต มีความกว้าง 24 ไมล์ทะเล วัดจากเส้นฐานที่ใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองขณะที่เรือ ช. ถ่ายน้ำมันให้แก่เรือ ป.ไทยประดิษฐ์ ซึ่งในบริเวณดังกล่าวอยู่ภายใต้ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องเส้นฐานตรงและน่านน้ำของประเทศไทยบริเวณที่สี่ จึงอยู่ในน่านน้ำภายใน เพราะทะเลที่เป็นส่วนต่อจากน่านน้ำภายในคือทะเลอาณาเขตที่มีความกว้าง 12 ไมล์ทะเล เมื่อสุดระยะของทะเลอาณาเขตจึงเป็นบริเวณของเขตต่อเนื่อง เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายเรือ มีอำนาจควบคุมเรือ ช. ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขายน้ำมันดีเซลดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นรองต้นกลเรือ เป็นผู้ควบคุมเครื่องยนต์ ซึ่งขณะถ่ายน้ำมันลงเรือ ป.ไทยประดิษฐ์ต้องมีการเดินเครื่องยนต์ จึงถือว่าจำเลยทั้งสองขายสินค้าที่ได้รับยกเว้นหรือได้รับคืนภาษีแล้วตามหมวด 7 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต มาตรา 162 (2) แม้เรือ ช. จะได้รับน้ำมันดีเซลโดยชอบ เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่ชาวประมงในเขตต่อเนื่อง แต่จากพฤติการณ์แสดงว่าการมีน้ำมันจำนวนดังกล่าวมุ่งประสงค์ในการนำเข้ามาจำหน่ายโดยฝ่าฝืนประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 63) ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 การมีน้ำมันในเรือ ช. จึงเป็นการมีไว้เพื่อขายโดยไม่มีสิทธิ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเพียงรองต้นกลเรือ มีหน้าที่เพียงควบคุมเครื่องยนต์เรือ และไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่ามีส่วนร่วมในการมีน้ำมันดีเซลไว้เพื่อขาย จึงยังไม่อาจรับฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีน้ำมันดังกล่าวไว้เพื่อขายโดยไม่ชอบ

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 161, 162, 168 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบเรือบรรทุกน้ำมันพร้อมเครื่องยนต์ของกลาง จ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 161 (2), 162 (2) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีไว้ในครอบครองโดยไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎมายซึ่งสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีแล้ว ให้ปรับจำเลยทั้งสอง (ที่ถูก ปรับคนละ) 5,478,205.20 บาท ฐานจำหน่ายโดยไม่มีสิทธิโดยชอบ (ที่ถูก ฐานขายโดยไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีสรรพมิต) ให้ปรับจำเลยทั้งสอง (ที่ถูก ปรับคนละ 32,842.68 บาท) รวมปรับจำเลยทั้งสอง (ที่ถูก รวมปรับคนละ 5,511,047.88 บาท) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังไม่เกิน 2 ปี (ที่ถูก โดยให้กักขังเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี) ริบเรือบรรทุกน้ำมันและเครื่องยนต์ของกลาง คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีไว้ในครอบครองและมีไว้เพื่อขายโดยไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีไว้เพื่อขายตามมาตรา 162 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับคนละ5,478,205.20 บาท เมื่อรวมกับค่าปรับในความผิดฐานขายโดยไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิตแล้ว คงปรับคนละ 5,511,047.88 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า เรือโชคปัตตานี 1 ได้บรรทุกน้ำมันที่ได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิตสำหรับการนำไปจำหน่ายในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรหรือเรียกว่าน้ำมันเขียว ซึ่งจะจำหน่ายได้เพียงในบริเวณเขตต่อเนื่อง ซึ่งทะเลที่เป็นเขตต่อเนื่องหมายถึงทะเลที่ต่อไปจากทะเลอาณาเขตดังปรากฏตามประกาศเรื่อง ใช้อนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเลในส่วนทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง โดยประเทศไทยได้ประกาศใช้ความกว้างของทะเลอาณาเขตเป็นระยะ 12 ไมล์ทะเล ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2509 ตามประกาศพระบรมราชโองการกำหนดความกว้างของทะเลอาณาเขตของประเทศไทย และได้มีการประกาศเขตต่อเนื่อง ได้แก่ บริเวณที่อยู่ถัดออกไปจากทะเลอาณาเขตของราชอาณาจักรไทย มีความกว้าง 24 ไมล์ทะเล วัดจากเส้นฐานที่ใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต ปรากฏตามประกาศเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรไทยวันที่ 14 สิงหาคม 2538 ที่ประเทศไทยย่อมมีสิทธิอธิปไตยตามที่กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยทะเลให้ไว้ ได้ความว่าจุดที่เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองขณะที่เรือโชคปัตตานี 1 ถ่ายน้ำมันให้แก่เรือ ป.ไทยประดิษฐ์ อยู่ที่บริเวณตำบลที่ ละติจูด 7 องศา 20 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด101 องศา 53 ลิปดาตะวันออก แต่บริเวณดังกล่าวอยู่ภายใต้ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องเส้นฐานตรงและน่านน้ำของประเทศไทยบริเวณที่สี่ ที่กำหนดเส้นฐาน จุดที่ 1 จากเกาะกงออก ละติจูด 9 องศา 36 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด 100 องศา 05 ลิปดาตะวันออกจุดที่ 2 จากเกาะกระ ละติจูด 8 องศา 23 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด 100 องศา 44 ลิปดาตะวันออก จุดที่ 3 เกาะโลซิน ละติจูด 7 องศา 19 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด 101 องศา 59 ลิปดาตะวันออก และจุดที่ 4 พรมแดนไทย - มาเลเซีย ละติจูด 6 องศา14 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด 102 องศา 05 ลิปดาตะวันออก ทำให้น่านน้ำภายในเส้นฐานเป็นน่านน้ำภายในที่ประเทศไทยมีอำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์เหนือน่านน้ำดังกล่าว จุดที่ เจ้าพนักงานจับเป็นบริเวณที่เรือโชคปัตตานี 1 ถ่ายน้ำมันดีเซลให้แก่เรือ ป.ไทยประดิษฐ์จึงอยู่ในน่านน้ำภายใน ดังปรากฏตามหนังสือกรมอุทกศาสตร์ ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 เรื่องการตรวจสอบค่าพิกัด จุดที่เจ้าพนักงานจับจำเลยจึงห่างจากทะเลที่เป็นเขตต่อเนื่องถึงกว่า 12 ไมล์ทะเล เพราะทะเลที่เป็นส่วนต่อจากน่านน้ำภายในคือทะเลอาณาเขตที่มีความกว้าง 12 ไมล์ทะเล เมื่อสุดระยะของทะเลอาณาเขตจึงเป็นบริเวณของเขตต่อเนื่อง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้จอดเรือในบริเวณที่สามารถถ่ายน้ำมันดีเซลได้ แต่เนื่องจากกระแสน้ำแรง และใช้เวลาถ่ายน้ำมันถึง 20 นาที ทำให้เรือไหลไป 3 ถึง 4 ไมล์ทะเล จึงพลัดหลงเข้ามาในน่านน้ำภายในอันเป็นจุดที่ถูกจับกุม จึงไม่อาจอ้าง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16066/2555 · ทนอย Thanoy