ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552

ฎีกาที่ 1607/2552

หลักกฎหมาย

บันทึกข้อตกลงระหว่างจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของผู้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุกับผู้เอาประกันภัยมีข้อความเพียงว่า จำเลยจะซ่อมรถยนต์คันที่ถูกชนให้อยู่ในสภาพเดิม ไม่มีรายละเอียดและข้อตกลงที่แน่นอนเกี่ยวกับจำนวนเงิน วิธีชำระ ตลอดจนระยะเวลาที่แน่นอนอันจะทำให้ปราศจากการโต้แย้งกันอีก และไม่มีข้อความโดยชัดแจ้งว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงระงับข้อพิพาทโดยยอมสละข้อเรียกร้องอื่นทั้งสิ้น จึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ มูลหนี้ละเมิดจึงยังไม่ระงับ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ร้บประกันภัยจึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน 1ฮ-3394 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายวิศิษฐ์อายุการคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2540 ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างหรือตัวการของผู้ขับ (บุคคลผู้มีชื่อ) รถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-0108 พระนครศรีอยุธยา ขณะเกิดเหตุได้มอบหมาย ใช้ จ้างวานให้ผู้ขับรถดังกล่าวขับรถไปตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย เพื่อผลประโยชน์ส่วนได้เสียของตน จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-0108 พระนครศรีอยุธยา จากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2540 เวลา 17.15 นาฬิกา ผู้ขับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-0108 พระนครศรีอยุธยาได้ขับรถดังกล่าวไปตามถนนสาย 347 จากอำเภอบางบัวทอง มุ่งหน้าไปอำเภอบางปะหัน เมื่อมาถึงบริเวณหมู่ที่ 6 ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ขับรถด้วยความประมาทโดยขับรถด้วยความเร็วสูง ล้ำช่องเดินรถสวนไปชนกับรถยนต์เก๋งที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย ผู้ขับรถยนต์เก๋งถึงแก่ความตาย ส่วนผู้ขับรถบรรทุกหลบหนีไป พนักงานสอบสวนลงความเห็นว่าผู้ขับรถบรรทุกเป็นผู้ประมาท รถยนต์เก๋งได้รับความเสียหายมากไม่อาจซ่อมได้ โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัยเต็มทุนประกันภัยจำนวน 550,000 บาท โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิในค่าเสียหายดังกล่าว จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะนายจ้างหรือตัวการของผู้ขับรถบรรทุก จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถบรรทุกดังกล่าว จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในค่าเสียหายที่เกิดขึ้นพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 550,000 บาท นับจากวันที่ 8 พฤษภาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระเงินไปจนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยจำนวน 30,937.50 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายจำนวน 580,937.50 บาท ต่อมาภายหลังจากยื่นฟ้องแล้ว จำเลยที่ 2 นำเงินมาชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามความรับผิดตามสัญญาประกันภัยจำนวน 250,000 บาท จึงยังคงเหลือส่วนที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดจำนวน 330,937.50 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 330,937.520 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยมีลูกจ้างหรือจ้าง วานใช้ให้ผู้ใดขับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-0108 พระนครศรีอยุธยาไปตามคำสั่งหรือในทางการที่จ้างในขณะเกิดเหตุ เหตุละเมิดไม่ได้เกิดจากผู้มีชื่อ แต่เกิดจากความประมาทของผู้ขับรถยนต์เก๋ง ซึ่งขับรถด้วยความเร็วสูงและด้วยความคึกคะนอง เมื่อถึงที่เกิดเหตุไม่สามารถควบคุมรถได้ เป็นเหตุให้เสียหลักแล่นพุ่งชนรถบรรทุกที่แล่นมาในช่องเดินรถปกติ ไม่ได้ล้ำช่องเดินรถและขับมาด้วยความเร็วตามกฎหมายกำหนด จำเลยที่ 1 ได้ตกลงประนีประนอมยอมความชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เจ้าของรถยนต์เก๋ง และได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่ได้ตกลงกันไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มูลคดีละเมิดระงับสิ้นไปด้วยการประนีประนอมยอมความ โจทก์ไม่สามารถรับช่วงสิทธิได้ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 330,937.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน 1ฮ-3394 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายวิศิษฐ์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-0108 พระนครศรีอยุธยา จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถบรรทุกคันดังกล่าว เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2540 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา นายวิศิษฐ์ขับรถยนต์เก๋งคันที่โจทก์รับประกันภัยไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 347 จากอำเภอบางปะอิน มุ่งหน้าไปอำเภอบางบัวทอง เมื่อไปถึงหมู่ที่ 6 ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน ได้เฉี่ยวชนกับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-0108 พระนครศรีอยุธยา ที่แล่นสวนทางมา เป็นเหตุให้นายวิศิษฐ์ถึงแก่ความตาย และรถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัยเต็มทุนประกันภัยจำนวน 550,000 บาท ต่อมาภายหลังจากยื่นฟ้องแล้ว จำเลยที่ 2 นำเงินมาชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามความรับผิดตามสัญญาประกันภัยจำนวน 250,000 บาท ปัญหาข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1607/2552 · ทนอย Thanoy