ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565

ฎีกาที่ 1607/2565

หลักกฎหมาย

พ.ร.ฎ.ค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2547 มาตรา 7 (2) กำหนดหลักเกณฑ์ไม่ให้สิทธิข้าราชการที่มีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรสในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่เบิกค่าเช่าบ้านโดยไม่มีบทบัญญัติให้ใช้หลักเกณฑ์ตามมาตรานี้เฉพาะในขณะที่ข้าราชการยื่นขอใช้สิทธิ ดังนี้ จึงต้องตีความว่าบทบัญญัติดังกล่าวต้องบังคับใช้ตลอดเวลาที่ข้าราชการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการ กล่าวคือ ข้าราชการผู้ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านนั้นต้องไม่มีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรสในท้องที่ที่ตนไปประจำในช่วงเวลาที่ขอใช้สิทธินี้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 71,495 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 66,991.94 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 71,495 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 66,991.94 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มกราคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 6,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายจันทร์ บิดาจำเลยกับนายจรัญ น้องชายจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 ในที่ดินมีบ้านเลขที่ 57 ซึ่งเป็นของจำเลย และบ้านเลขที่ 146 ซึ่งเป็นของนายจันทร์และนายจรัญตั้งอยู่ วันที่ 3 กันยายน 2545 นายจันทร์ทำสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 เฉพาะส่วนของนายจันทร์แก่จำเลย ต่อมาวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 จำเลยและนางสิริลักษณ์ ภริยาจำเลย กับนายจรัญร่วมกันทำสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคาร อ. เพื่อนำเงินมาปลูกสร้างบ้านเลขที่ 57 แทนบ้านหลังเดิมที่ชำรุดโดยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นประกัน เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2546 จำเลยโอนไปสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 อำเภอปัว จังหวัดน่าน วันที่ 18 พฤศจิกายน 2546 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่สองกับธนาคารออมสินเพื่อชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองตามสัญญาเดิม โดยจำเลยกับนายจรัญจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นประกัน จำเลยนำหลักฐานการผ่อนชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวยื่นขอเบิกค่าเช่าบ้านจากโจทก์ตามสิทธิ ในอัตราเดือนละ 3,250 บาท และจำเลยใช้สิทธิเบิกเรื่อยมา ต่อมาวันที่ 13 ตุลาคม 2558 จำเลยกับนายจรัญไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากธนาคาร อ. แล้วนายจรัญทำสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 ส่วนของตนพร้อมบ้านเลขที่ 146 ให้แก่จำเลยและจำเลยกับภริยาทำสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคาร ค. 1,119,000 บาท เพื่อชำระหนี้ปิดบัญชีสัญญากู้กับธนาคารเดิมและไถ่ถอนจำนองแล้วจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไว้แก่ธนาคาร ค. ต่อมาจำเลยทำหนังสือหารือหน่วยงานต้นสังกัดว่าจำเลยมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านโดยแจ้งเปลี่ยนวงเงินกู้ใหม่เป็น 1,119,000 บาท ได้หรือไม่ และขอเบิกค่าเช่าบ้านเป็นเดือนละ 4,000 บาท เต็มตามสิทธิได้หรือไม่ เนื่องจากจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งแปลงแล้ว โจทก์มีหนังสือหารือกรมบัญชีกลาง กรมบัญชีกลางพิจารณาแล้วมีหนังสือตอบกลับว่าเดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 เป็นของบิดาจำเลยและนายจรัญน้องชายจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน มีบ้านเลขที่ 57 และ 146 ปลูกอยู่บนที่ดินแปลงนี้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้รับฟังว่าบิดาจำเลยเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 57 และน้องชายจำเลยเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 146 ย่อมถือว่าบิดาจำเลยและน้องชายจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในบ้านทั้งสองหลัง ต่อมาบิดาจำเลยยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 เฉพาะส่วนของตนซึ่งมีบ้านเลขที่ 146 อยู่ด้วยให้แก่จำเลย แม้บ้านเลขที่ 57 ถูกรื้อถอนไปแต่ยังมีบ้านเลขที่ 146 ซึ่งถือว่าจำเลยร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ดังนั้นจำเลยจึงมีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่และไม่มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการในท้องที่อำเภอปัว ตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2527 และแก้ไขเพิ่มเติม จำเลยไม่มีสิทธินำหลักฐานการผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระค่าปลูกสร้างบ้านมาเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการ แต่หากปรากฏว่ามีเอกสารหลักฐานอื่นใดแสดงว่านายจรัญเพียงคนเดียวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 146 และจำเลยไม่เป็นผู้ต้องห้ามไม่ให้มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการจำเลยจึงจะมีสิทธินำหลักฐานผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาค่าปลูกสร้างบ้านมาเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการได้ จำเลยไม่มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการ ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2558 ซึ่งเป็นวันที่นายจรัญทำสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนของตนพร้อมบ้านเลขที่ 146 แก่จำเลย วันที่ 10 ตุลาคม 2560 ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 แจ้งผลการหารือให้จำเลยทราบและแจ้งระงับสิทธิการเบิกค่าเช่าบ้านของจำเลย วันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 จำเลยทำบันทึกโต้แย้ง (อุทธรณ์คำสั่ง) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 เสนอข้อโต้แย้ง (อุทธรณ์) ของจำเลยต่อโจทก์ไปตามลำดับชั้น ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเห็นชอบให้ยกอุทธรณ์จำเลย โจทก์แจ้งให้จำเลยคืนเงินที่เบิกไปโดยไม่มีสิทธิเดือนละ 3,250 บาท ในช่วงเวลา 20 เดือน 19 วัน เป็นเงิน 66,991.94 บาท จำเลยรับทรา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1607/2565 · ทนอย Thanoy