คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548
ฎีกาที่ 1627/2548
หลักกฎหมาย
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการดำเนินการเวนคืน รวมทั้งบุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตลอดจนเงินค่าทดแทนที่ผู้ถูกเวนคืนจะได้รับในกรณีใดบ้างไว้แล้ว ดังนั้น เมื่อที่ดินของโจทก์จะต้องเวนคืนและได้มีการกำหนดแนวเขตที่ดินที่จะต้องเวนคืนแล้วโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องหรือได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะเวนคืนจากจำเลยทั้งสี่ถ้าการเวนคืนที่ดินของโจทก์แต่เพียงส่วนหนึ่ง และที่ดินส่วนที่เหลือนั้นมีราคาลดลงโจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องหรือได้รับเงินค่าทดแทนเฉพาะสำหรับที่ดินส่วนที่เหลืออันราคาลดลงนั้นด้วยตามมาตรา 21 วรรคสาม หาจำต้องรอให้จำเลยที่ 2 ลงมือก่อสร้างหรือก่อสร้างทางลงถนนศรีนครินทร์ให้เสร็จสิ้นก่อนดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ โจทก์ยังไม่ได้ไประกอบการค้าขายหรือการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในที่ดินที่จะต้องเวนคืนนั้นตามที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคห้าบัญญัติไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายอันเนื่องจากไม่สามารถดำเนินการตามโครงการของโจทก์ได้ ทั้งโจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนหรือสิทธิใดเพียงใดต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการตามที่พระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้ ซึ่งบทกฎหมายดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติที่ให้อำนาจโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสี่ต้องสร้างทางเข้าออกสำหรับที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนสู่ทางสาธารณะได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสี่เปิดทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงินค่าทดแทนที่ดินจากการเวนคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 2840 ตำบลสวนหลวง (พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอประเวศ (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 705,074,683.56 บาท ชำระเงินค่าทดแทนความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการเวนคืนของจำเลยทั้งสี่พร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงิน 1,505,728,377.97 บาท และชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินร้อยละ 9.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,974,414,283 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันเปิดทางให้ที่ดินดังกล่าวของโจทก์ ตลอดแนวทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันออกเฉียงใต้ให้มีทางเข้าออกสู่ถนนศรีนครินทร์และถนนพระราม 9 โดยให้ถนนมีความกว้างไม่น้อยกว่า 12 เมตร จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินจำนวน 12,947,500 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนับแต่วันที่ 4 มกราคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่ต้องไม่เกินร้อยละ 9.5 ต่อปีตามขอ คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลังให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายืนใหม่ภายในอายุความเฉพาะประเด็นแห่งคดีที่ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเนื่องจากมีราคาลดลงหรือไม่ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 (3) โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การที่ฝ่ายจำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะต้องเวนคืนให้แก่โจทก์ตารางวาละ 140,000 บาท นั้นเหมาะสมและเป็นธรรมหรือไม่เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่า เดิมที่ดินของโจทก์ส่วนที่จะต้องเวนคืนมีอาณาเขตติดต่อทั้งถนนศรีนครินทร์และถนนพระราม 9 ตัดใหม่ มีความยาวประมาณ 80 เมตร ก่อนที่ที่ดินของโจทก์จะต้องเวนคืนคดีนี้ โจทก์ได้พัฒนาที่ดินดังกล่าวเพื่อจัดสรรขายพร้อมอาคารพาณิชย์ เดิมที่ดินเป็นทุ่งนามีน้ำขัง หลังจากซื้อแล้วโจทก์ได้นำเดินมาถมบดอัดทำให้ที่ดินของโจทก์สูงกว่าที่ดินข้างเคียงประมาณ 2 เมตร และสูงกว่าถนนศรีนครินทร์ประมาณ 50 เซนติเมตร โจทก์ได้รับอนุญาตจากกรมทางหลวงให้ก่อสร้างถนนเข้าออกเชื่อมกับถนนศรีนครินทร์กว้างประมาณ 16 เมตร ต่อมาโจทก์ทราบว่าที่ดินของโจทก์จะต้องเวนคืนเพื่อสร้างถนนพระราม 9 ตัดใหม่ จึงชะลอการก่อสร้างโครงการไว้ก่อนจนโจทก์ทราบแนวเขตที่จะต้องเวนคืนแน่นอนแล้ว โจทก์จึงเริ่มจัดทำและวางแผนดำเนินการต่อไป แต่ยังไม่ได้เริ่มทำการก่อสร้างในปี 2534 ที่ดินของโจทก์จะต้องเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษสายพญาไท - ศรีนครินทร์ แต่โจทก์ยังไม่ทราบแนวเขตที่ดินที่จะต้องเวนคืนแน่นอนจึงต้องชะลอการก่อสร้างโครงการออกไปอีกและได้ให้บริษัทก่อสร้างสหพันธ์ จำกัด เช่าที่ดินมีกำหนด 3 ปี ที่ดินของโจทก์มีสภาพทำเลที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่มีความเจริญเป็นอย่างมากและอยู่ติดถนนศรีนครินทร์ซึ่งมีช่องเดินรถไปกลับ 6 ช่อง มีเกาะกลางถนนและถนนพระราม 9 ตัดใหม่ ซึ่งมีช่องเดินรถไปกลับ 8 ช่อง มีสาธารณูปโภคครบถ้วน บริเวณใกล้เคียงเป็นที่ตั้งของศูนย์การค้าต่างๆ มากมาย รวมทั้งโรงพยาบาลและบริษัทห้างร้านมากมาย เป็นศูนย์กลางความเจริญและศูนย์กลางทางธุรกิจการค้า ราคาที่ดินบริเวณนี้จึงสูงและเพิ่มขึ้นทุกปี และมีการซื้อขายกันตั้งแต่ราคาตารางวาละ 200,000 บาท ถึงตารางวาละ 400,000 บาท นอกจากนั้น คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ ยังได้กำหนดเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดินซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับที่ดินของโจทก์ตารางวาละ 144,000 บาท ซึ่งที่ดินดังกล่าวล้วนมีสภาพทำเลที่ตั้งและศักยภาพด้อยกว่าที่ดินของโจทก์ ที่ดินของโจทก์จึงควรมีราคาตารางวาละ 400,000 บาท นั้น เห็นว่า ในการเวนคืนที่ดินของโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีพระราชบัญญัติวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใดกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโดยเฉพาะ การกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์จึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ที่ให้กำหนดโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 ซึ่งในคดีนี้คือวันที่ 1 มกราคม 2535 นอกจากนั้นยังต้องคำนึงถึงราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้นรวมทั้งเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม ซึ่งจะต้องพิจารณาทุกหลักเกณฑ์ประกอบกั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง