ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 163/2540

หลักกฎหมาย

หลักวิชาการเป็นเพียงทฤษฎีโดยทั่วไปเท่านั้นการเจริญเติบโตของต้นไม้ชนิดต่างๆรวมทั้งไม้สนพิพาทจะต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นอีกหลายประการเช่นความสมบูรณ์ของพื้นดินที่ปลูกการให้ปุ๋ยน้ำภูมิอากาศฯลฯดังนี้เอกสารเผยแพร่ทางวิชาการที่โจทก์อ้างอิงจึงไม่ใช่พยานหลักฐานที่บ่งบอกได้โดยแน่นอนว่าไม้สนพิพาทของจำเลยที่1มีอายุไม่ถึง6ปีเมื่อจำเลยที่1และที่3มีทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารสืบแสดงได้ว่าจำเลยที่1ปลูกไม้สนพิพาทในที่ดินมาตั้งแต่ปี2522นับถึงวันที่จำเลยที่3ขายไม้สนดังกล่าวให้แก่โจทก์ไม้สนพิพาทมีอายุเกิน6ปีแล้วพยานหลักฐานของจำเลยที่1และที่3มีน้ำหนักรับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ส่วนข้อตำหนิที่ว่าไม้สนที่โจทก์ซื้อและตัดจากที่ดินของจำเลยที่1มีขนาดเล็กกว่าปกตินั้นก็คงเนื่องมาจากพื้นดินที่ปลูกเป็นดินเปรี้ยวและแม้โจทก์จะนำสืบโต้เถียงว่าไม้สนพิพาทในที่ดินของจำเลยที่1ยังโตไม่ได้ขนาดที่โจทก์ต้องการจะซื้อแต่โจทก์รับว่าโจทก์ได้ตัดไม้สนในที่ดินแปลงนั้นหมดทั้งแปลงและขนไปลงเรือส่งไปขายยังต่างประเทศแล้วแสดงว่านอกจากอายุของไม้สนที่จะต้องถึง6ปีแล้วโจทก์มิได้ถือเอาขนาดของไม้สนที่ต้องการจะซื้อเป็นสาระสำคัญของสัญญาฉะนั้นแม้ไม้สนพิพาทที่โจทก์ซื้อจากจำเลยที่3ซึ่งตัดจากที่ดินของจำเลยที่1จะมีขนาดของลำต้นเส้นผ่าศูนย์กลางไม่ถึง6นิ้วแต่เป็นต้นไม้สนที่มีอายุ6ปีแล้วไม้สนพิพาทจึงเป็นไม้สนที่มีคุณภาพตรงตามสัญญาจำเลยที่1และที่3หาได้ประพฤติผิดสัญญาด้วยการขายไม้สนที่มีอายุไม่ถึง6ปีให้แก่โจทก์ไม่

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อไม้สนกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1และที่ 2 เป็นไม้สนอายุประมาณ 6 ปี ปลูกอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่1387 ของจำเลยที่ 1 และโฉนดเลขที่ 2968 ของจำเลยที่ 2 รวมเนื้อที่ประมาณ 118 ไร่ ราคาไร่ละ 12,000 บาท เป็นเงิน 1,416,000 บาทโจทก์วางมัดจำในวันทำสัญญา 708,000 บาท สำหรับการตัดไม้สนในที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 1387 และโจทก์จะต้องชำระเงินส่วนที่เหลืออีก 708,000 บาท เมื่อจะตัดไม้สนในที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 2968โจทก์จะต้องตัดไม้สนในที่ดินทั้งสองแปลงให้เสร็จภายในเวลา 3 เดือนนับแต่วันทำสัญญาโจทก์เข้าตัดไม้สนในที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 1387ก่อน แต่ถูกจำเลยทั้งสามขัดขวางไม่ยอมให้โจทก์เข้าไปตัด โจทก์จึงจ่ายเงินให้แก่จำเลยทั้งสาม 100,000 บาท แต่ปรากฎว่าไม้สนในที่ดินแปลงนี้โตไม่ได้ขนาด 6 ปี ตามสัญญา โจทก์จึงเข้าตัดในที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 2968 ต่อ แต่ถูกจำเลยทั้งสามขัดขวางอีกโจทก์จึงยอมสั่งจ่ายเช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขาพระราม 4ลงวันที่ 30 เมษายน 2531 จำนวนเงิน 608,000 บาท มอบให้แก่จำเลยทั้งสาม การขัดขวางของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ไม่สามารถตัดไม้สนส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อทันกำหนด และผู้ซื้อเรียกร้องค่าเสียหายเอาแก่โจทก์ รวมเป็นเงิน 71,383.94 ดอลล่าร์สหรัฐ และโจทก์เสียหายที่ไม่สามารถส่งมอบไม้สนให้แก่ผู้ซื้อ เป็นเงิน 80,935.42ดอลลาร์สหรัฐ รวมค่าเสียหาย 152,319.36 ดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันฟ้อง 3,884,143.60 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,884,143.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัดสาขาพระราม 4 เลขที่ 0942756 ลงวันที่ 30 เมษายน 2531 จำนวนเงิน608,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้ง ส่วนจำเลยที่ 2 กับที่ 3ให้การสรุปความว่า จำเลยที่ 1 ขายไม้สนในที่ดินโฉนดเลขที่ 1387ให้แก่จำเลยที่ 3 ในราคาเหมาทั้งแปลง 708,000 บาท และจำเลยที่ 2ขายไม้สนในที่ดินโฉนดเลขที่ 2968 ให้แก่จำเลยที่ 3 ในราคาเหมารวมเป็นเงิน 430,000 บาท ไม้สนในที่ดินแปลงของจำเลยที่ 1 และที่ 2มีอายุเกิน 6 ปีแล้ว เพราะปลูกมาตั้งแต่ปี 2522 สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 เป็นการตกลงขายไม้สนเหมาทั้งแปลงเนื่องจากคู่สัญญามิได้กำหนดขนาดของไม้สนที่จะซื้อขายไว้ในสัญญา จำเลยที่ 1และที่ 3 ไม่ทราบว่าโจทก์ซื้อไม้สนไปใช้ในวัตถุประสงค์ใดและไม่เคยขัดขวางการตัดไม้สนของโจทก์ ตามสัญญาโจทก์จะต้องตัดไม้สนในที่ดินแต่ละแปลงให้เสร็จสิ้นภายใน 3 เดือน โจทก์ตัดไม้สนในที่ดินแปลงแรกเสร็จแล้วผิดสัญญาเข้าไปตัดไม้สนในที่ดินแปลงที่สองโดยไม่จ่ายเงินล่วงหน้า จำนวน 708,000 บาท เมื่อตัดไม้สนบางส่วนแล้วโจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 3 เพียง 100,000 บาท และขอผัดชำระส่วนที่เหลือโดยสั่งจ่ายเช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขาพระราม 4 ลงวันที่30 เมษายน 2531 จำนวนเงิน 608,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 เมื่อโจทก์ตัดไม้สนในที่ดินแปลงที่สองในเดือนเมษายน 2531 แล้ว จำเลยที่ 3จึงมอบเงินสด 100,000 บาท และเช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัดสาขาพระราม 4 ลงวันที่ 30 เมษายน 2531 จำนวนเงิน 608,000 บาทให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นค่าซื้อไม้สน เมื่อเช็คถึงกำหนดจำเลยที่ 1นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารปฎิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ 1ทวงถามแล้ว แต่โจทก์ไม่ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันธนาคารปฎิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2531 ถึงวันยื่นคำให้การเป็นเงิน 12,118.35 บาท รวมเป็นเงิน 620,118.35 บาทขอให้ยกฟ้องโจทก์ บังคับโจทก์ชำระเงิน 620,118.35 บาท แก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินต้น 608,000 บาทนับถัดวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้ทรงเช็ค โจทก์ไม่ต้องรับผิด เพราะจำเลยทั้งสามเป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์ได้รับความเสียหายมากกว่าจำนวนเงินตามเช็ค จึงขอหักกลบลบหนี้ตามเช็คกับค่าเสียหายของโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 608,000บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม2531 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 แต่จำนวนดอกเบี้ยเมื่อคำนวณถึงวันฟ้องแย้ง (วันที่ 9 สิงหาคม 2531) โจทก์ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าจำนวน 12,113.35 บาท ดังที่จำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โจทก์ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ฎีกาของโจทก์ในประเด็นที่ว่าโจทก์ซื้อไม้สนจากจำเลยทั้งสามโดยกำหนดคุณภาพของไม้ว่าจะต้องมีอายุ 6 ปีหรือไม่ และจำเลยทั้งสามร่วมกันขัดขวางไม่ให้โจทก์ตัดไม้สนจริงหรือไม่เป็นประเด็นข้อแพ้ชนะ จึงเห็นสมควรวินิจฉ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 163/2540 · ทนอย Thanoy