ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2557

ฎีกาที่ 16376/2557

หลักกฎหมาย

ขณะจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ โจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ย ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2536 กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็ม แอล อาร์) ร้อยละ 11.5 ต่อปี ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็ม อาร์ อาร์) ร้อยละ 13.25 ต่อปี แต่ในสัญญากู้ยืมเงินระบุดอกเบี้ยไว้อัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยในกรณีลูกค้าผิดเงื่อนไขการชำระหนี้ แม้ว่าโจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ การคิดอัตราดอกเบี้ยมิได้อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 654 แต่การคิดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์พึงต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 ซึ่งกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ซึ่งโจทก์ออกประกาศดอกเบี้ยและส่วนลดตามอัตราดอกเบี้ยแต่ละกรณีตามประกาศดังกล่าว ดังนั้น การที่โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยในสัญญาเกินกว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศของโจทก์ดังกล่าวข้างต้น จึงถือว่าเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ฯ อันต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) จึงเป็นโมฆะ โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยเงินกู้จากจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันผิดนัดเป็นต้นไป โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ โดยมีการส่งหนังสือทางไปรษณีย์ไปตามภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 แต่ส่งไม่ได้เนื่องจากไม่มารับภายในกำหนด กำหนดระยะเวลาที่ให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามข้อความในหนังสือยังไม่อาจเริ่มนับ จึงให้ถือเอาวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นวันที่เริ่มคิดดอกเบี้ยเงินกู้ ส่วนดอกเบี้ยสำหรับหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้คิดในอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี คงที่นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เป็นการคิดดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีในอัตราสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็ม อาร์ อาร์) ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏตามบันทึกการคำนวณดอกเบี้ยและประกาศอัตราดอกเบี้ยว่าโจทก์ประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเป็นระยะ ๆ ดังนั้นหากนับถัดจากวันที่ 21 มกราคม 2538 เป็นต้นไป โจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็ม อาร์ อาร์) ในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 12.75 ต่อปี จะทำให้การคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี ดังกล่าวเป็นการคิดดอกเบี้ยที่เกินกว่าประกาศของโจทก์ในช่วงนั้นได้ จึงเห็นสมควรแก้ไขโดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2538 เป็นอัตราสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็ม อาร์ อาร์) ปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามประกาศของโจทก์ แต่ไม่เกินกว่าอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามภาวะตลาดการเงิน ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ ซึ่งออกตามความในมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ฯ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 220,594,139.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 167,543,699 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 และอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 โดยจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสมเชษฐ ร่วมกันชำระเงิน 120,705,358.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี ของต้นเงิน 36,657,490.04 บาท นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยหักเงิน 29,000,000 บาท ออกจากยอดหนี้ค้างชำระในวันที่ 10 กรกฎาคม 2539 ชำระดอกเบี้ยก่อนชำระต้นเงิน ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 75,178,422.80 บาท นับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2540 ถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2540 ของต้นเงิน 3,714,737.27 บาท นับแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2542 ดอกเบี้ยของต้นเงิน 78,893,159.97 บาท อัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2542 อัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2542 อัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2542 ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2542 อัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2542 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2542 และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 16 พฤษภาคม 2543) กำหนดให้ไม่เกิน 53,050,440.57 บาท เท่าที่โจทก์ขอมา กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 75,178,422.80 บาท นับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2540 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2542 ของต้นเงิน 3,714,737.27 บาท นับแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2542 ดอกเบี้ยของต้นเงิน 78,893,159.97 บาท อัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2542 กับอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2542 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2543 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาได้อนุญาตให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยสวมสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ โจทก์ฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ พิเคราะห์แล้ว ปรากฏว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลโดยจดทะเบียนเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 เมื่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้โอนสินทรัพย์และ สิทธิเรียกร้องทั้งหมดในคดีนี้แก่ผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องย่อมสวมสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 จึงอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามขอ ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2531 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ เลขที่ 019 - 1 - 06015 - 0 ตกลงใช้เช็คเบิกถอนเงินจากบัญชี และวันที่ 22 มีนาคม 2531 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ ในวงเงิน 1,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2531 และวันที่ 29 ธันวาคม 2536 เพิ่มวงเงินครั้งที่ 1 และที่ 2 จำนวน 20,000,000 บาท และ 4,000,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นวงเงิน 25,000,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ยอมให้โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้โดยไม่ต้องแจ้ง ตามประกาศโจทก์ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดชำระดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือน หากผิดนัดยอมให้คิดดอกเบี้ยทบต้น ตามคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและบันทึกข้อตกลงแก้ไขสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 กับวันที่ 29 ธันวาคม 2536 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์ 2 ฉบับ ฉบับแรก 80,000,000 บาท และฉบับที่สองอีก 8,000,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามสัญญากู้ยืมเงิน เพื่อเป็นประกันหนี้ วันที่ 22 มีนาคม 2531 จำเลยที่ 2 และนายสมเชษฐ ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 11,000,000 บาท โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม วันที่ 12 กรกฎาคม 2531 จำเลยที่ 3 และนายสมเชษฐทำสัญญาค้ำประก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16376/2557 · ทนอย Thanoy