คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555
ฎีกาที่ 16467/2555
หลักกฎหมาย
ตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยรถราชการ พ.ศ.2544 ข้อ 12 กำหนดขอบเขตไว้ชัดเจนว่า การใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งในการปฏิบัติหน้าที่ราชการให้รวมถึงการใช้รถยนต์เพื่อเดินทางไป - กลับระหว่างที่พักและสถานที่ปฏิบัติราชการด้วย ดังนั้น การที่จำเลยขับรถยนต์ประจำตำแหน่งออกจากบ้านพักที่จังหวัดนนทบุรีเพื่อไปปฏิบัติราชการที่ศาลจังหวัดพัทยา จึงเป็นการปฏิบัติราชการในตำแหน่งหน้าที่ตามระเบียบดังกล่าวแล้ว จำเลยดูแลรักษารถยนต์และนำเข้าตรวจสภาพเมื่อรถเกิดอาการผิดปกติ อันเป็นการใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งด้วยความระมัดระวังเช่นวิญญูชนพึงกระทำ และก่อนเกิดเหตุจำเลยให้พนักงานขับรถนำรถยนต์ไปตรวจสอบที่ศูนย์บริการแล้ว แต่ไม่พบความบกพร่อง รถยนต์สามารถใช้งานได้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทราบอยู่แล้วว่ารถยนต์มีสภาพไม่สมบูรณ์ และจำเลยขับรถโดยใช้ความเร็วไม่เกิน 100 กม. ต่อ ชม. ซึ่งไม่เกินอัตราความเร็วที่กฎหมายกำหนดให้ใช้บนเส้นทางดังกล่าวไม่เกิน 120 กม. ต่อ ชม. การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แต่เหตุเกิดจากความชำรุดบกพร่องของตัวรถอันเป็นเหตุสุดวิสัย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 686,146.62 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 658,437.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้ามิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ " และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" ดังนี้จึงต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่จำเลยใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งเดินทางไป - กลับระหว่างบ้านพักส่วนตัวของจำเลยกับสถานที่ปฏิบัติราชการเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามความในพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง หรือไม่ สำหรับการใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งนั้น ตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยรถราชการ พ.ศ.2544 กำหนดว่า รถประจำตำแหน่งให้ใช้ในการปฏิบัติราชการในตำแหน่งหน้าที่ หรือที่ได้รับมอบหมายโดยชอบ หรืองานที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับงานในตำแหน่งหน้าที่หรือฐานะที่ดำรงตำแหน่งนั้น รวมตลอดถึงการใช้เพื่อเดินทางไป - กลับระหว่างที่พักและสถานที่ปฏิบัติราชการ และเพื่อการอื่นที่จำเป็นและเหมาะสมแก่การดำรงตำแหน่งหน้าที่ในหมู่ข้าราชการและสังคม ตามระเบียบดังกล่าวกำหนดขอบเขตการใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งไว้ชัดเจนว่า การใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งในการปฏิบัติหน้าที่ราชการให้รวมถึงการใช้รถยนต์เพื่อเดินทางไป - กลับระหว่างที่พักและสถานที่ปฏิบัติราชการด้วย ดังนั้น การที่จำเลยขับรถยนต์ประจำตำแหน่งออกจากบ้านพักที่จังหวัดนนทบุรีเพื่อไปปฏิบัติราชการที่ศาลจังหวัดพัทยา จึงเป็นการปฏิบัติราชการในตำแหน่งหน้าที่ตามความในข้อ 12 ของระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2544 ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยนำรถยนต์ประจำตำแหน่งไปใช้เป็นยานพาหนะในการเดินทางไป - กลับ จากบ้านพักของจำเลยซึ่งอยู่ที่จังหวัดนนทบุรีเดินทางไปปฏิบัติราชการที่ศาลจังหวัดพัทยาเป็นการใช้รถยนต์ของทางราชการเพื่อเดินทางไป - กลับระหว่างที่พักและสถานที่ปฏิบัติราชการที่เกินจากความเหมาะสมหรือเกินกว่าความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของจำเลย อีกทั้งยังไม่เป็นการเก็บรักษา ควบคุม หรือผู้รับผิดชอบรถประจำตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพัทยาในการปฏิบัติราชการของจำเลยซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งนั้นดังเช่นที่ระเบียบคณะกรรมการบริหารราชการศาลยุติธรรมว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2544 ข้อ 12 และข้อ 22 ได้กำหนดไว้ นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยขับรถยนต์ประจำตำแหน่งจากที่พักส่วนตัวที่จังหวัดนนทบุรีเพื่อไปปฏิบัติงานที่ศาลจังหวัดพัทยา ซึ่งการใช้รถในลักษณะดังกล่าวมิใช่การใช้รถในการปฏิบัติหน้าที่ แต่เป็นการใช้เพื่อเดินทางไป - กลับ ระหว่างที่พักและสถานที่ปฏิบัติราชการ ซึ่งกรมบัญชีกลางโดยได้รับมอบอำนาจจากกระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่าการที่จำเลยขับรถออกจากที่พักเดินทางไปทำงานไม่ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ เป็นเพียงการกำหนดสิทธิในการใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยรถราชการ พ.ศ.2544 ข้อ 12 เท่านั้น ดังนี้ ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่มิได้กล่าวมาในฟ้อง เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยกระทำให้รถยนต์ประจำตำแหน่งเสียหายโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ การที่นายเฉลิมชัยพยานโจทก์เบิกความว่า อุบัติเหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยเนื่องจากขับรถด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถบังคับรถได้นั้นเป็นเพียงการคาดคะเนเอาจากสภาพความเสียหายของรถและร่องรอยที่พบในที่เกิดเหตุ ไม่มีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือมานำสืบสนับสนุนว่าเหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยจริงหรือไม่ ฝ่ายจำเลยนอกจาก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง