ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555

ฎีกาที่ 16527/2555

หลักกฎหมาย

การที่จำเลยขับรถยนต์กระบะชนรถจักรยานยนต์สายตรวจที่จอดขวางอยู่ก็เพื่อต้องการเปิดทางหลบหนีการจับกุม ซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าอาจทำให้ผู้เสียหายที่ 3 ที่ยืนอยู่บริเวณที่รถจักรยานยนต์ดังกล่าวจอดได้รับบาดเจ็บได้ จึงมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 เมื่อผลการตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 3 คงมีอาการปวดแก้มก้น 2 ข้าง และปวดขาข้างขวาถึงเท้า รักษาให้หายภายใน 7 วัน หากไม่มีโรคแทรกซ้อนตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ซึ่งอาการดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายที่ 3 ได้รับอันตรายแก่กาย การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา 391 และความผิดดังกล่าวก็เป็นความผิดอย่างหนึ่งที่รวมอยู่ในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามฟ้องซึ่งมีโทษเบากว่า ศาลย่อมลงโทษความผิดฐานนี้ตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 92, 278, 289, 358, 362, 364, 365 ริบของกลาง นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3832/2544 ของศาลจังหวัดนนทบุรี และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อและขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 365 (3) ประกอบมาตรา 364, 358, 289 (2) ประกอบมาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 1 ปี ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน จำคุก 1 ปี ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 6 เดือน และฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จำคุกตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายเป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนเป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานทำให้เสียทรัพย์เป็นจำคุก 8 เดือน แต่สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่เมื่อศาลวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยสำหรับความผิดฐานนี้ได้อีก ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยสำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนและฐานทำให้เสียทรัพย์กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และสำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกสำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย 10 เดือน 20 วัน ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน 10 เดือน 20 วัน ฐานทำให้เสียทรัพย์ 5 เดือน 10 วัน และฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ 33 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 30 เดือน 20 วัน นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3832/2544 ของศาลจังหวัดนนทบุรี ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 2 ปี ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 6 เดือน ความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนกับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษในแต่ละกระทงหนึ่งในสาม ความผิดฐานพยายามทำร้ายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จำคุก 2 ปี 8 เดือน ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 8 เดือน ความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนจำคุก 1 ปี 4 เดือน ลดโทษให้ในแต่ละกระทงหนึ่งในสามแล้ว ความผิดฐานพยายามทำร้ายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน 10 วัน ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย คงจำคุก 5 เดือน 10 วัน และความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน คงจำคุก 10 เดือน 20 วัน รวมจำคุก 1 ปี 25 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 3 ที่มาเป็นพยานโจทก์ว่า ขณะที่ผู้เสียหายที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์จอดตรงจุดเส้นกึ่งกลางถนนนวลจันทร์ ผู้เสียหายที่ 3 ยืนคร่อมรถจักรยานยนต์สายตรวจอยู่และใช้ไฟฉายทำสัญญาณกวักขึ้นลงเพื่อให้หยุดรถ แต่คนร้ายไม่ยอมหยุดรถ เมื่ออยู่ห่างประมาณ 10 เมตร ผู้เสียหายที่ 3 กระโดดหลบ จึงชนรถจักรยานยนต์สายตรวจ แต่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 3 ให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การกลับระบุว่า ผู้เสียหายที่ 3 ยืนอยู่ มิได้ยืนคร่อมรถจักรยานยนต์ดังที่เบิกความแต่อย่างใดอันเป็นการแตกต่างกัน ทั้งสิบตำรวจตรีบรรดล พยานโจทก์อีกปากหนึ่งซึ่งมากับผู้เสียหายที่ 3 เบิกความว่า หลังจากที่พยานวิ่งไล่ตามรถยนต์กระบะของคนร้ายไป พยานได้ยินเสียงรถชนกัน เมื่อไปถึงถนนนวลจันทร์พยานเห็นรถจักรยานยนต์สายตรวจและผู้เสียหายล้มลง แสดงว่าพยานปากนี้ไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่รถชนกันย่อมไม่ทราบว่าก่อนที่รถจะชนกันนั้น ผู้เสียหายที่ 3 ยืนคร่อมรถจักรยานยนต์สายตรวจหรือยืนอยู่โดยไม่ได้คร่อมรถจักรยานยนต์สายตรวจ และไม่ปรากฏจากคำเบิกความของพันตำรวจโทภคพงศ์ พยานโจท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16527/2555 · ทนอย Thanoy