ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2536

ฎีกาที่ 166/2536

หลักกฎหมาย

ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืน อยู่ในแนวเขตที่ พ.ร.ฎ. กำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษกตอนแขวงวัดท่าพระ-แขวงสามเสนนอก พ.ศ. 2524 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติมอบการดำเนินการก่อสร้างให้แก่กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1และตาม พ.ร.ฎ. กำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษก ตอนแขวงวัดท่าพระ-แขวงสามเสนนอก พ.ศ. 2524มาตรา 4 กำหนดให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 ข้อ 64(2) และมีหน้าที่จ่ายค่าทดแทน ตามข้อ 67 และข้อ 74 ถึง 77 ดังนั้นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 และในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ย่อมมีสิทธิมอบอำนาจให้ ก. ดำเนินการสำรวจออกแบบและก่อสร้างทางหลวงเพื่ออนุวัตตามมติคณะรัฐมนตรีได้ เมื่อโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 กำหนดเงินค่าทดแทนไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มจากจำเลยที่ 1 ได้ และถือว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วย กรณีฟ้องเรียกเอาค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ไม่ใช่คดีฟ้องบังคับตามสัญญาซื้อขายจึงไม่อยู่ในบังคับที่ไม่ให้สืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขจำนวนเงินในสัญญาซื้อขาย.

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 44519 และ 44520ตำบลช่องนนทรี อำเภอยานนาวา (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่43 และ 40 ตารางวา ตามลำดับ พร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดิน โดยซื้อมาเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2523 เป็นเงิน 830,000 บาท ต่อมาวันที่ 19ธันวาคม 2524 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงเทศบาล สายรัชดาภิเษก ตอนแขวงวัดท่าพระ - แขวงสามเสนนอกพ.ศ. 2524 ประกาศใช้บังคับ ซึ่งกำหนดให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหรือจำเลยที่ 2 โดยตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการ ตามพระราชกฤษฎีกานี้ ที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตทางหลวงเทศบาลที่ว่านี้และในวันที่ 15 มีนาคม 2528 จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มอบให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 กำหนดค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์ทั้งสองแปลงตารางวาละ 1,800 บาท รวมเป็นเงิน 149,400 บาท สิ่งปลูกสร้าง35,620 บาท และพืชผล 2,196 บาท โดยได้แจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนแต่โจทก์ไม่เห็นด้วย จึงไม่ยอมรับ และในวันที่ 9 กรกฎาคม2528 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ว่าการของจำเลยที่ 3 นำเงินค่าทดแทนตามจำนวนที่ว่านั้นไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์ ซึ่งโจทก์ได้รับเงินจำนวนนี้แล้ว เป็นค่าทดแทนบางส่วน โจทก์เห็นว่าโจทก์มีสิทธิจะได้รับค่าทดแทนเท่าราคาซื้อจำนวน 830,000 บาท ค่าถมดินและปรับพื้นที่ 36,520 บาทค่าทดแทนพืชผล 2,196 บาท แต่โจทก์ได้รับไปแล้วบางส่วน คงเหลือค่าทดแทนที่โจทก์จะได้รับจากจำเลยทั้งสี่จำนวน 684,155.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2524 จนถึงวันฟ้องจำนวน 222,208.07 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 906,363.79 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงินจำนวน 906,363.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสี่ให้การว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่มีหน้าที่และไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงเทศบาล สายรัชดาภิเษก ตอนแขวงวัดท่าพระ -แขวงสามเสนนอก พ.ศ. 2524 จำเลยที่ 4 เพียงแต่ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ให้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลง คณะกรรมการปรองดองได้พิจารณากำหนดให้ตามบัญชีกำหนดจำนวนราคาที่ดินตามราคาตลอดเพื่อใช้เป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ประกอบด้วยราคาตามพระราชกำหนดเปลี่ยนแปลงราคาปานกลางที่ดินที่กำหนดไว้สำหรับประเมินภาษีบำรุงท้องที่ โดยราคาใดสูงกว่าก็ให้ใช้ราคานั้นในวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ ใช้บังคับนับเป็นค่าทดแทนที่เหมาะสมและยุติธรรมแล้ว ทั้งโจทก์ไม่เคยแสดงหลักฐานการซื้อที่ดินดังกล่าวต่อคณะกรรมการปรองดองตอนประชุมพิจารณาค่าทดแทน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนเงิน 390,100 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2524 จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทดแทนเพิ่มแก่โจทก์จำนวน 680,600 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2528 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ในประเด็นที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 หรือไม่นั้น จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาล สายรัชดาภิเษก ในท้องที่แขวงวัดท่าพระเขตบางกอกใหญ่ แขวงตลาดพลู แขวงบุคคโล เขตธนบุรี แขวงคลองเตยเขตพระโขนง แขวงสามเสนใน เขตพญาไท แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวางแขวงลาดยาว เขตบางเขน แขวงบางซื่อ เขตดุสิต กรุงเทพมหานครพ.ศ. 2526 ไม่ได้เวนคืนที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเวนคืนที่ดินของโจทก์ นอกจากนี้ได้มีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางหลวงพิเศษสายดาวคะนอง - ท่าเรือ ในท้องที่เขตบางขุนเทียน เขตราษฎร์บูรณะและเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2530 บัญญัติให้จำเลยที่ 4เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชบัญญัตินี้ และให้เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร อันเป็นท้องที่ที่ดินของโจทก์ตั้งรวมอยู่ด้วย จำเลยที่ 4 จึงมีอำนาจกระทำได้ในลักษณะเป็นตัวการเองไม่ต้องอาศัยการมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกันกระทำตามอำนาจหน้าที่ของตน จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในผลการกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ศาลฎีกาเห็นว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติมอบการดำเนินการก่อสร้างทางหลวงเทศบาล สายรัชดาภิเษก ให้แก่จำเลยที่ 1
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 166/2536 · ทนอย Thanoy