คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 1664/2559
หลักกฎหมาย
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกขอให้ลงโทษในความผิดฐานยักยอก ชั้นไต่ส่วนมูลฟ้องศาลชั้นต้นให้ประทับรับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานฉ้อโกง และยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 3 สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่โต้แย้งว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นการหลอกหลวงโจทก์อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงนั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานฉ้อโกง เมื่อข้อหายักยอกตามฟ้องและข้อหาฉ้อโกงที่โจทก์อุทธรณ์ทั้งสองข้อหามีอัตราโทษอย่างสูงจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของ ป.วิ.อ. มาตรา 170 วรรคหนึ่ง, 193 วรรคหนึ่ง และมาตรา 193 ทวิ ซึ่งนำมาปรับใช้กับคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้เช่นเดียวกับในชั้นพิจารณา คดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ จึงชอบแล้ว ส่วนคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 โจทก์ฎีกาข้อกฎหมายว่า แม้ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนมูลฟ้องแตกต่างจากฟ้องก็มิใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลมีอำนาจใช้ ป.วิ.อ. 192 ได้นั้น เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนมูลฟ้องฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานฉ้อโกง คดีจึงไม่มีข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายตามที่โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ แม้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 บัญญัติว่าคำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด ซึ่งหมายถึงคู่ความไม่อาจอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คดีมีมูลได้ แต่หากคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา และศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 ตามทางไต่สวนมูลฟ้องไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 3 ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 3 ไว้พิจารณาในความผิดฐานฉ้อโกง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานฉ้อโกงด้วย และให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ในข้อหายักยอก ความผิดฐานยักยอกจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่โจทก์อุทธรณ์ว่าคดีมีมูลในความผิดฐานฉ้อโกง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยโดยให้เหตุผลว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ในความผิดฐานยักยอก แต่โจทก์อุทธรณ์ขอให้คดีมีมูลในความผิดฐานฉ้อโกงจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ โจทก์ฎีกาว่า อุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์เพราะได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ก่อนวินิจฉัยปัญหาตามที่โจทก์ฎีกา เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า อุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นการกระทำโดยทุจริต หลอกลวงโจทก์ และนายอนิรุทธ์ ซึ่งเป็นบุตรของพันเอกอรรถพงศ์ ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง ด้วยการหลอกลวงดังกล่าวทำให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ได้ไปซึ่งหุ้นจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นของพันเอกอรรถพงศ์ จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงในทางไต่สวนมูลฟ้องเพื่อให้ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 หลอกลวงโจทก์ ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 กระทำความผิดฐานฉ้อโกง เมื่อข้อหายักยอกตามฟ้องและข้อหาฉ้อโกงที่โจทก์อุทธรณ์ทั้งสองข้อหามีอัตราโทษอย่างสูงจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 วรรคหนึ่ง, 193 วรรคหนึ่งและมาตรา 193 ทวิ ซึ่งนำมาปรับใช้กับคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้เช่นเดียวกับในชั้นพิจารณา คดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ส่วนคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานยักยอก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ประทับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานฉ้อโกงและวินิจฉัยว่าไม่เป็นความผิดฐานยักยอก โจทก์ไม่อุทธรณ์ในข้อหายักยอก ความผิดฐานยักยอกจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ในชั้นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษในความผิดฐานฉ้อโกงจึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 มาใช้บังคับในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 มีมูลในความผิดฐานฉ้อโกงจึงไม่ชอบ โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนมูลฟ้องที่แตกต่างจากฟ้อง มิใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลมีอำนาจใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 ได้ เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว พยานหลักฐานในสำนวนต้องฟังให้ได้ความก่อนว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 ตามทางไต่สวนมูลฟ้องมีมูลในความผิดฐานฉ้อโกงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามที่โจทก์ฎีกา แต่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความว่า โจทก์และนายอนิรุทธ์ เป็นบุตรของพันเอกอรรถพงศ์ กับนางนวลสวาท บิดามารดาโจทก์ หย่าขาดกันจำเลยที่ 3 เป็นภริยาของพันเอกอรรถพงศ์ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2556 พันเอกอรรถพงศ์ถึงแก่ความตาย ก่อนตายพันเอกอรรถพงศ์ มีหุ้นของจำเลยที่ 1 จำนวน 10,000 หุ้น และโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่ามีการประชุมผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ตามรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ซึ่งมีรายละเอียดกา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง