ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546

ฎีกาที่ 1669/2546

หลักกฎหมาย

โจทก์ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งกองทุนรวม โจทก์จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและวิธีการจัดการกองทุนรวมตามมาตรา 117 ถึงมาตรา 132 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ส่วนที่มาตรา 124 บัญญัติให้กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคลนั้น ก็โดยมีวัตถุประสงค์ให้กองทุนรวมนั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สินในนามของตนเองได้และเป็นการแยกทรัพย์สินของกองทุนรวมออกจากทรัพย์สินของบริษัทหลักทรัพย์โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุน เพื่อรักษาคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนที่ร่วมลงทุนในกองทุนรวม มาตรา 124 วรรคสอง ส่วนสุดท้ายก็บัญญัติสอดคล้องกับมาตรา 125 โดยให้บริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนรวมโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ไถ่ถอนหุ้นกู้ที่โจทก์ซื้อจากจำเลยได้ ไม่ต้องให้กองทุนรวมฟ้องเอง การที่บริษัทจำเลยซึ่งเป็นผู้ขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิแก่โจทก์จะบังคับให้เป็นไปตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่เป็นเจ้าหนี้ในหุ้นกู้ด้อยสิทธิกับการจะได้รับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องก่อนเจ้าหนี้อื่นซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามัญหรือไม่เพียงใด เป็นคนละเรื่องคนละตอนกันเมื่อจำเลยถูกระงับการดำเนินกิจการชั่วคราว และแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยมิได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการปรส. จำเลยจึงต้องเลิกกิจการและชำระบัญชีตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิที่จะให้จำเลยไถ่ถอนหุ้นกู้ได้ตามเงื่อนไขในหนังสือชี้ชวน ทั้งตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 26 ห้ามมิให้บุคคลใดฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการเป็นคดีล้มละลายในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการปรส. เท่านั้น เมื่อโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยไถ่ถอนหุ้นกู้ จำเลยกลับเพิกเฉย ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว แม้จำเลยยังอยู่ในระหว่างชำระบัญชี ยังไม่มีการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้สามัญก็ตาม พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 5ที่บัญญัติว่านับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับดอกเบี้ยหรือค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยอันเกิดจากหนี้ที่บริษัทถูกระงับการดำเนินกิจการตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 30 ได้ก่อขึ้น มิให้ถือว่าเป็นหนี้ที่จะขอรับชำระได้นั้นเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการดำเนินการและชำระบัญชีที่คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) แต่งตั้งตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการดังกล่าวแต่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก่อนวันที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับ โจทก์จึงยังมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับต่อไปได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการจัดการกองทุนรวม โจทก์ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้จัดตั้งกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 กองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ธนทวีกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินเพิ่มทรัพย์ปันผล กองทุนเปิดไทยพาณิชย์เพิ่มพูนทรัพย์ปันผลและกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินทวีทรัพย์ปันผล เป็นกองทุนรวมตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 โจทก์จึงเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนกองทุนรวมดังกล่าว จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชย์ เมื่อปี 2536 จำเลยได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดทรัพย์ให้เสนอขายหุ้นกู้ของจำเลยประเภทไม่มีหลักประกันจำนวน 1,000,000 หน่วย มูลค่าที่ตราไว้หน่วยละ1,000 บาท รวมมูลค่าของหุ้นกู้ที่เสนอขายเป็นเงิน 1,000,000 บาท กำหนดอายุของหุ้นกู้เป็นเวลา 5 ปี 1 เดือน นับตั้งแต่วันออกหุ้นกู้ คือวันที่ 29 ธันวาคม 2536 จะต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้ในอัตราคงที่ร้อยละ 3.75 ต่อปี ตลอดอายุหุ้นกู้ มีกำหนดชำระดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง คือในวันที่ 29 มกราคม และในวันที่ 29 กรกฎาคม ทุกปีครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้วันที่ 29 มกราคม 2542 เว้นแต่ในกรณีที่จำเลยได้ยอมรับเป็นลายลักษณ์อักษรว่าไม่มีความสามารถที่จะชำระหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนด เลิกกิจการ หรือไม่สามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์หรือมีการชำระบัญชีเพื่อเลิกกิจการ มีสิทธิเรียกให้จำเลยไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดได้ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2537 โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 จำนวน 15,000 หน่วย รวมจำนวนเงินตามมูลค่าที่ตราไว้ 15,000,000 บาท เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2538 วันที่ 8 กุมภาพันธ์2538 และวันที่ 27 มีนาคม 2538 โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี จำนวน 56,920 หน่วย รวมจำนวนเงินตามมูลค่าที่ตราไว้ 56,920,000บาท เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2538 วันที่ 19 พฤษภาคม 2538 และวันที่ 23 พฤษภาคม2538 โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ธนทวี จำนวน 25,000หน่วย รวมจำนวนเงินตามมูลค่าที่ตราไว้ 25,000,000 บาท เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2539โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินเพิ่มทรัพย์ปันผล จำนวน10,000 หน่วยรวมจำนวนเงินตามมูลค่าที่ตราไว้ 10,000,000 บาท เมื่อวันที่ 12พฤศจิกายน 2539 โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินพูนทรัพย์ปันผล จำนวน 5,000 หน่วยรวมจำนวนเงินตามมูลค่าที่ตราไว้ 5,000,000 บาทและเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2540 โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินทวีทรัพย์ปันผล จำนวน 14,000 หน่วย รวมจำนวนเงินตามมูลค่าที่ตราไว้ 14,000,000 บาท รวมมูลค่าที่ตราไว้ทั้งหมด 125,920,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่26 มิถุนายน 2540 จำเลยได้รับคำสั่งจากกระทรวงการคลังให้ระงับการดำเนินกิจการและให้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการให้แก่กระทรวงการคลังพิจารณา จำเลยได้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยงวดประจำวันที่ 29 กรกฎาคม 2540 ต่อมาเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2540 จำเลยได้จัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาชี้แจงฐานะของจำเลย ถือว่าจำเลยได้กระทำการอันมีลักษณะเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดได้เมื่อวันที่ 10พฤศจิกายน 2540 โจทก์จึงมีสิทธิบอกกล่าวให้จำเลยดำเนินการไถ่ถอนหุ้นกู้ทั้งหมดก่อนครบกำหนด แต่จำเลยเพิกเฉย ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2540 คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พิจารณาไม่ให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลย อันเป็นผลให้จำเลยไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ จำเลยจึงอยู่ในฐานะต้องปิดกิจการเป็นการถาวร จำเลยมีหน้าที่ต้องทำการไถ่ถอนหุ้นกู้ทั้งหมดคืนจากโจทก์ โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมไถ่ถอน จำเลยมีหน้าที่จะต้องชำระต้นเงินจำนวน 125,920,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่ค้างในอัตราร้อยละ3.75 ต่อปี สำหรับดอกเบี้ยงวดประจำวันที่ 29 กรกฎาคม 2540 คำนวณตั้งแต่วันที่ 29มกราคม 2540 ถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งเป็นวันถึงกำหนดชำระหนี้ตามที่ให้โจทก์แจ้งการไถ่ถอนเป็นเงิน 3,894,032.88 บาท และจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 125,920,000 บาท นับแต่วันที่ 26พฤศจิกายน 2540 ซึ่งเป็นวันผิดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,345,446.58 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 131,159,479.46 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 125,920,000บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1669/2546 · ทนอย Thanoy