ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538

ฎีกาที่ 168/2538

หลักกฎหมาย

บทบัญญัติพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ.2524มาตรา53ที่บัญญัติว่าผู้ให้เช่านาจะขายนาได้ต่อเมื่อได้แจ้งให้ผู้เช่านาทราบโดยทำเป็นหนังสือแสดงความจำนงจะขายนาพร้อมทั้งระบุราคาที่จะขายและวิธีการชำระเงินยื่นต่อประธานคชก.ตำบลเพื่อแจ้งให้ผู้เช่านาทราบภายในสิบห้าวันและถ้าผู้เช่านาแสดงความจำนงจะซื้อนาเป็นหนังสือยื่นต่อประธานคชก.ตำบลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผู้ให้เช่านาต้องขายนาแปลงดังกล่าวให้ผู้เช่านาตามราคาและวิธีการชำระเงินที่ได้แจ้งไว้นั้นเป็นบทบัญญัติที่มีความประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองแก่เกษตรกรผู้เช่านาเท่านั้นผู้เช่านาฝ่ายเดียวมีสิทธิที่จะยกบทบัญญัติดังกล่าวนั้นขึ้นอ้างอิงได้จำเลยที่1ผู้จะขายนายกขึ้นต่อสู้โจทก์ผู้จะซื้อซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้ โจทก์เป็นบุคคลภายนอกฟ้องบังคับจำเลยที่1โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายเมื่อกรณีมิได้มีปัญหาเกี่ยวกับผู้เช่านาจะซื้อนาที่บังคับผู้ให้เช่าจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ.2524สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่1จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายดังกล่าวสัญญานั้นไม่ตกเป็นโมฆะ จำเลยที่1นำหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่2ที่มอบให้จำเลยที่1เป็นผู้มีอำนาจให้ถ้อยคำมาแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าจำเลยที่2ไม่ขอรับมรดกที่ดินแปลงนี้เจ้าพนักงานที่ดินจึงบันทึกถ้อยคำดังกล่าวไว้และจดทะเบียนลงในโฉนดที่ดินให้จำเลยที่1เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้กรณีจึงถือได้ว่าตามคำขอจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินเฉพาะส่วนและบันทึกถ้อยคำดังกล่าวนั้นจำเลยที่2ได้สละมรดกรายนี้แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1612

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ ฟ้อง ว่า จำเลย ที่ 1 ได้ ทำ หนังสือ สัญญาจะขาย ที่ดินโฉนด เลขที่ 3083 เฉพาะ ส่วนรวม เนื้อที่ 24 ไร่ 1 งาน 2 ตารางวาโดย คิด ราคา ที่ดิน ที่ ติด คลอง ยัน ถนน เนื้อที่ ประมาณ 4 ไร่ ราคา ไร่ ละ100,000 บาท ส่วน ที่ดิน เหนือ ถนน ขึ้น ไป เนื้อที่ ประมาณ 20 ไร่1 งาน 2 ตารางวา ราคา ไร่ ละ 60,000 บาท ให้ โจทก์ รวมเป็น 2 สัญญาและ โจทก์ วาง มัดจำ เงิน 450,000 บาท และ 100,000 บาท ตามลำดับใน การ ทำ สัญญา ดังกล่าว ผู้เช่า นา ยินยอม ให้ จำเลย ที่ 1 ขาย ให้ โจทก์ได้ โดย จำเลย ที่ 1 ตกลง จ่ายเงิน 60,000 บาท เป็น การ ตอบแทน ต่อมาจำเลย ที่ 1 ไม่ยอม ไป ทำการ หัก โอน ที่ดิน ดังกล่าว ให้ แก่ โจทก์ โจทก์ ได้ตรวจ ดู โฉนด พบ ว่า จำเลย ที่ 1 ได้ จดทะเบียน โอน ที่ดิน จำนวน 2 ไร่ให้ แก่ จำเลย ที่ 2 จำเลย ทั้ง สอง รู้ ดี ว่า จะ เป็น ทาง ให้ โจทก์ ซึ่ง เป็นเจ้าหนี้ เสียเปรียบ และ เสียหาย ขอให้ เพิกถอน นิติกรรม การ โอน ที่ดินโฉนด เลขที่ 3083 เฉพาะ ส่วน เนื้อที่ 2 ไร่ ระหว่าง จำเลย ที่ 1 และจำเลย ที่ 2 เพื่อ ให้ ที่ดิน ดังกล่าว กลับคืน เป็น ของ จำเลย ที่ 1 ดัง เดิมแล้ว ให้ จำเลย ที่ 1 ทำการ หัก โอน ที่ดิน โฉนด ดังกล่าว เฉพาะ ส่วน ของจำเลย ที่ 1 ทั้งหมด รวม 24 ไร่ 1 งาน 2 ตารางวา ให้ โจทก์ณ สำนักงาน ที่ดิน จังหวัด ปทุมธานี ทั้ง ยินยอม ให้ โจทก์ นำ ผู้อื่นมา รับโอน ที่ดิน นี้ ได้ ด้วย หาก จำเลย ไม่ปฏิบัติ ตาม ก็ ขอให้ ถือเอาคำพิพากษา เป็น การแสดง เจตนา ของ จำเลย กับ ให้ จำเลย ที่ 1 เป็น ฝ่าย เสียค่า หัก โอน และ ภาษี และ ให้ จำเลย ที่ 1 ชดใช้ ค่าเสียหาย ให้ โจทก์ เป็น เงินจำนวนเงิน 380,000 บาท ตาม สัญญา อีก ส่วน หนึ่ง ต่างหาก จำเลย ที่ 1 ให้การ ว่า การ ทำ สัญญาจะซื้อจะขาย ทั้ง สอง ฉบับนี้มิได้ ปฏิบัติ ตาม ขั้นตอน ของ กฎหมาย โดย ผู้ให้เช่า ไม่ได้ เสนอราคาซื้อ ขาย ให้ ผู้เช่า นา ทราบ ที่ โจทก์ อ้างว่า จำเลย ที่ 1 รับ จะ ให้ เงินแก่ ผู้เช่า นา จำนวน 60,000 บาท นั้น ไม่เป็น ความจริง สัญญา ที่จำเลย ที่ 1 ทำ กับ โจทก์ จึง เป็น โมฆะ คู่กรณี ต้อง กลับคืน สู่ สถานะ เดิมโจทก์ ชอบ ที่ จะ รับ เงินมัดจำ คืน อย่างไร ก็ ตาม จำเลย ที่ 1 ไม่ได้ เป็นผู้ผิดสัญญา โจทก์ ไม่ได้ ไป ทำการ โอน ใน วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2532โจทก์ เป็น ผู้ผิดสัญญา เอง โจทก์ จะ ขอ เพิกถอน การ โอน ที่ จำเลย ที่ 1โอน ที่ดิน ให้ จำเลย ที่ 2 จำนวน 2 ไร่ ไม่ได้ เพราะ โจทก์ ไม่ได้ เป็นผู้มีส่วนได้เสีย และ ที่ดิน ที่ โอน เป็น การ โอน รับมรดก มิใช่ โอน ให้โดยเสน่หา และ จำเลย ที่ 1 ไม่จำต้อง รับผิด ชดใช้ ค่าเสียหาย ขอให้พิพากษายก ฟ้องโจทก์ จำเลย ที่ 2 ให้การ ว่า ที่ดินพิพาท 24 ไร่ 1 งาน 2 ตารางวาเดิม เป็น ของ นาย ทิง ซึ่ง เป็น สามี ภรรยา กับ จำเลย ที่ 1 ต่อมา นาย ทิง เสียชีวิต ที่ดินพิพาท แปลง ดังกล่าว จึง ตกทอด มา ยัง ทายาท ของ นาย ทิง ตาม กฎหมาย แต่ การ แบ่งแยก เป็น สัดส่วน ใน ทันที ทำ ไม่ได้ และ ถ้า แบ่ง เป็น แปลง เล็ก แปลง น้อย จะ ไม่ สมประโยชน์ ต่อ การ ทำนา จึง ตกลง กันมอบ ให้ จำเลย ที่ 1 เป็น ผู้ถือกรรมสิทธิ์ รวม ไว้ แทน ตน การ ทำ สัญญาของ จำเลย ที่ 1 กับ โจทก์ ดังกล่าว จึง เป็น การ ทำ ไป โดย พลการ ทายาทแต่ละ คน มิได้ ยินยอม ด้วย หาก ผูกพัน ก็ เพียง ส่วน ของ จำเลย ที่ 1 เท่านั้นและ ไม่สามารถ บอก ชี้ ลง ไป ว่า เป็น ส่วน ใด ของ ที่ดิน และ โจทก์ เอง ก็ ทราบ ดีว่า ที่ดิน แปลง ดังกล่าว เป็น ทรัพย์มรดก ดังนั้น โจทก์ จะ อาศัยความ ไม่สุจริต ของ โจทก์ เอง มา ฟ้องบังคับ จำเลย ที่ 1 และ ฟ้อง เพิกถอนการ โอน แบ่งปัน มรดก จำเลย ที่ 2 ไม่ได้ การ ทำ สัญญา ของ โจทก์ ฝ่าฝืนต่อ บทบัญญัติ ของ กฎหมาย เพราะ ยัง ไม่มี การ แจ้งความ จำนง ขาย และราคา ขาย ให้ ผู้เช่า นา ทราบ แต่ การ รับโอน แบ่งปัน ทรัพย์มรดก ของ จำเลย ที่ 2เป็น การกระทำ ตาม กฎหมาย จำเลย ที่ 2 ไม่ต้อง รับผิด ต่อ โจทก์ขอให้ พิพากษายก ฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้น พิพากษา ให้ เพิกถอน นิติกรรม การ โอน ให้ ที่ดินโฉนด เลขที่ 3083 ตำบล บางหลวงฝั่งใต้ อำเภอ เมือง ปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัด ปทุมธานี เฉพาะ ส่วน เนื้อที่ 2 ไร่ ระหว่างจำเลย ที่ 1 กับ จำเลย ที่ 2 ลงวันที่ 8 เมษายน 2531 แล้ว ให้ จำเลย ที่ 1ทำการ หัก โอน ขาย ที่ดิน โฉนด ดังกล่าว เฉพาะ ส่วน ของ จำเลย ที่ 1 ทั้งหมด รวม24 ไร่ 1 งาน 2 ตารางวา ใน ราคา ที่ดิน ที่ ติด คลอง ถึง ถนน ไร่ ละ100,000 บาท จำนวน เนื้อที่ 4 ไร่ และ ราคา ที่ดิน ที่ เหนือ ถนน ขึ้น ไปไร่ ละ 60,000 บาท จำนวน เนื้อที่ 20 ไร่ 1 งาน 2 ตารางวา ให้ แก่โจทก์ โดย คิด หักเงิน มัดจำ 550,000 บาท ที่ จำเลย ที่ 1 ได้รับ ไป ออกจากราคา ซื้อ ขาย ที่ โจทก์ ต้อง ชำระ ให้ จำเลย ทั้ง ยินยอม ให้ โจทก์ นำ ผู้อื่นมา รับโอน ที่ดิน นี้ ได้ ด้วย หาก จำเลย ไม่ปฏิบัติ ก็ ให้ ถือเอา ค
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 168/2538 · ทนอย Thanoy