ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539

ฎีกาที่ 1681/2539

หลักกฎหมาย

ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์เมื่อพิเคราะห์ประกอบเอกสารท้ายฟ้องทุกฉบับแล้วเป็นที่เข้าใจได้ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นนิติบุคคลให้ร่วมกันรับผิดในความเสียหายของโจทก์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการในสังกัดของจำเลยทั้งสามฟ้องโจทก์ได้บรรยายฐานะและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทุกฝ่ายโดยแจ้งชัดตามความแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา172วรรคสองแล้วฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมและที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามเป็นกรมในรัฐบาลต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำไปตามหน้าที่จึงไม่เป็นการพิพากษานอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา142ประกอบมาตรา246 การออกไปตรวจสอบพิสูจน์ที่ดินพิพาทในเขตป่าไม้ของค.พ. และส. ล้วนแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการที่อยู่ภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยทั้งสามตามบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมที่ดินกับกรมป่าไม้ว่าด้วยการตรวจพิสูจน์ที่ดินเพื่อออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเกี่ยวกับเขตป่าไม้พ.ศ.2524เพื่อตรวจสอบพิสูจน์ว่าที่ดินสมควรออกน.ส.3ก.ให้ได้หรือไม่หาใช่เป็นการกระทำในนามของนายอำเภอหรือในนามส่วนตัวไม่เมื่อบุคคลทั้งสามปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามในฐานะที่เป็นนิติบุคคลที่บุคคลดังกล่าวรับราชการอยู่จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา76เดิม

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเป็นนิติบุคคลประเภททบวงการเมืองโดยเป็นกรมในรัฐบาล เมื่อวันที่ 2 กันยาน 2526ร้อยตรีวัย ชัยพันธ์ นายอำเภอแม่ริม ได้มีคำสั่งแต่งตั้งนายคำตัน กันธเลิศ ปลัดอำเภอ นายพินิจ จันทรัตน์ ป่าไม้อำเภอนายสิงห์ทอง สิริสิงหรัชช์ เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินอำเภอซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดของจำเลยทั้งสามร่วมกันออกไปตรวจสอบพิสูจน์ว่าตามที่นายเสนาะ เจริญจิตต์ ยื่นคำรับรองการทำประโยชน์เฉพาะรายตามมาตรา 59 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินในเขตป่าสงวนโดยมีหลักฐาน ส.ค.1 แล้วให้จำเลยทั้งสามสรุปข้อเท็จจริงพร้อมทั้งความเห็นเสนอต่อนายอำเภอว่าสมควรออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) ให้ได้หรือไม่ เพียงใด วันที่ 12 กันยายน 2526จำเลยทั้งสามได้สรุปข้อเท็จจริงและความเห็นในการพิสูจน์สอบสวนเพื่อออก น.ส.3 ก. ในเขตป่าสงวนเสนอนายอำเภอแม่ริมว่าจำเลยทั้งสามได้พร้อมกันออกไปดำเนินการสอบสวนพิสูจน์ที่ดินและมีความเห็นว่าสมควรออก น.ส.3 ก. ให้แก่ผู้ขอได้ตามเนื้อที่ที่ผู้ขอได้ทำประโยชน์ วันเดียวกันนั้นเองร้อยตรีวัยได้ออกน.ส.3 ก. เลขที่ 1193 ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่จำนวนเนื้อที่ 38 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวา ให้แก่นายเสนาะตามความเห็นของจำเลยทั้งสาม ต่อมานายเสนาะได้ยื่นคำขอแบ่งแยกที่ดินตาม น.ส.3 ก. ดังกล่าวออกเป็นแปลงย่อยหลายแปลงซึ่งรวมถึงที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1315 ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริมจังหวัดเชียงใหม่ ด้วย วันที่ 28 มกราคม 2528 นายเสนาะนำที่ดินแปลงนี้มาขายให้โจทก์ในราคา 410,450 บาท โจทก์ได้ชำระราคาให้แก่นายเสนาะและได้รับโอนที่ดินแปลงนี้มา วันที่10 มิถุนายน 2530 ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำสั่งเพิกถอนน.ส.3 ก. ของโจทก์ดังกล่าว อ้างว่าการออก น.ส.3 ก.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสามได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงโดยทำบันทึกเสนอนายอำเภอแม่ริมว่า นายเสนาะมิได้นำ ส.ค.1 ที่ดินแปลงอื่นมาสวมใส่เพื่อให้ออก น.ส.3 ก. และที่ดินแปลงดังกล่าวมิได้เป็นที่หวงห้ามหรือที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นเท็จ โจทก์ได้รับความเสียหายโดยเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดิน น.ส.3 ก. ดังกล่าว จำเลยทั้งสามต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 410,550 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2528 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 92,373,75 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 502,923.75 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 502,923.75 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน410,550 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าโจทก์และจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้องกันและมีนิติสัมพันธ์กันอย่างไรจำเลยทั้งสามกระทำการใด ๆ อันเป็นการประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยตรง จำเลยทั้งสามไม่สามารถเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม นายอำเภอแม่ริมมิได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยทั้งสามเป็นกรรมการตรวจสอบพิสูจน์ที่ดินในเขตป่าสงวนโดยมีหลักฐาน ส.ค.1 แต่ประการใด แท้จริงแล้วนายอำเภอแม่ริมได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้นายคำตัน กันธเลิศนายพินิจ จันทรัตน์ และนายสิงห์ทอง สิริสิงหรัชช์ ซึ่งเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของนายอำเภอแม่ริม เป็นกรรมการตรวจสอบพิสูจน์ที่ดินในเขตป่าสงวนโดยมีหลักฐาน ส.ค.1 แทนนายอำเภอแม่ริมคณะกรรมการได้ดำเนินการตรวจพิสูจน์ที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 103, 104และ 106 หมู่ที่ 2 ตำบลโป่งแยง อำเภแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ของนายเสนาะ เจริญจิตต์ พบว่าที่ดินทั้งสามแปลงมิได้ทำการรังวัดเพียงแต่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าที่ดินของตนมีเท่าไรแต่ละทิศติดที่ดินของผู้ใดและสภาพของที่ดินได้เปลี่ยนแปลงไปมากโดยมีการแผ้วถางทำประโยชน์ หมดสภาพป่า จึงได้ดำเนินการสอบสวนถ้อยคำนายเสนาะผู้ยื่นคำขอ เจ้าของที่ดินเดิม เจ้าของที่ดินข้างเคียง ผู้ใหญ่บ้าน บุคคลเหล่านี้พาไปชี้แนวเขตและยืนยันว่าที่ดินทั้งสามแปลงมิได้นำ ส.ค.1 แปลงอื่นมาสวมใส่ มิได้เป็นที่ป่าสงวนและทางสาธารณประโยชน์ คณะกรรมการจึงได้ทำบันทึกสรุปข้อเท็จจริงเสนอนายอำเภอว่าสมควรออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งบันทึกดังกล่าวมิได้เป็นความเท็จแต่อย่างใด ต่อมานายอำเภอแม่ริมได้ออก น.ส.3 ก. เลขที่ 1193 ตำบลโป่งแยงอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ให้แก่นายเสนาะ และได้มีการแบ่งแยกออกเป็นที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1315 ตำบลโป่งแยงอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามเนื่องจากนายอำเภอแม่ริมไม่เคยมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยทั้งสามให้เป็นคณะกรรมการตรวจสอบพิสูจน์ที่ดินในเขตป่าสงวน การกระทำของกรรมการทั้งสามเป็นการกระทำแทนนายอำเภอแม่ริมหาได้ดำเนินการแทนจำเลยทั้งสามไม่ การออก น.ส.3 ก. เป็นอำนาจของนายอำเภอแม่ริม การที่โจทก์ไม่ได้สิทธิในที่ดินดังกล่าวเป็นเรื่องการรอนสิทธิระหว่างโจทก์กับน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1681/2539 · ทนอย Thanoy