คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561
ฎีกาที่ 1691/2561
หลักกฎหมาย
โจทก์บรรยายฟ้องถึงเนื้อหารายละเอียดทั้งหมดแห่งคำเบิกความของจำเลยที่แตกต่างจากที่จำเลยเคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่าคำเบิกความเป็นเท็จ การที่จำเลยไม่ได้เบิกความระบุชื่อคนร้ายเป็นการเบิกความเท็จในข้อสำคัญ เป็นการช่วยเหลือจำเลยในคดีดังกล่าวมิให้ต้องรับโทษอาญา ถือว่าฟ้องโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ฟ้องโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว พฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรป่าพะยอม กับการเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลจังหวัดพัทลุง ซึ่งอยู่ในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทลุง ถือว่าเป็นการไม่แน่ว่าการกระทำของจำเลยในความผิดฐานแจ้งความเท็จและเบิกความเท็จได้กระทำในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (1) พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรป่าพะยอมจึงมีอำนาจสอบสวน
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 181 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบมาตรา 181 (2) จำคุก 8 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรป่าพะยอมว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2555 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายทรงพักตร์ เป็นเหตุให้นายทรงพักตร์ถึงแก่ความตาย และนายมานพได้รับอันตรายแก่กาย โดยในวันเกิดเหตุจำเลยเห็นคนร้ายทั้งสองคือ นายภิญโญ ซึ่งเป็นเพื่อนกับจำเลยขับรถยนต์เข้ามาที่งานศพพร้อมกับนายหมาน มีใจความสำคัญสรุปได้ว่า วันเกิดเหตุขณะที่จำเลยอยู่งานศพญาติของจำเลยที่วัดป่าพะยอม ตำบลป่าพะยอม อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง นายภิญโญขับรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีขาวมาจอดบริเวณโรงกระทะ (โรงเชือด) แล้วนายภิญโญลงจากรถมาพูดกับจำเลยว่า พวกจะยิงนายภิญโญมานั่งอยู่ที่บ้านจำเลย โดยนายหมานเดินลงมาด้วย จากนั้นนายภิญโญและนายหมานเดินขึ้นไปที่โรงเลี้ยงภายในวัด สักพักก็กลับลงมาและขับรถยนต์ออกไปพร้อมกับนายหมาน จากนั้นอีกประมาณ 10 นาที นายภิญโญขับรถยนต์เข้ามาจอดบริเวณเดิม จำเลยเห็นนายหมานลงจากรถเดินไปที่โรงเลี้ยง แล้วจำเลยได้ยินเสียงปืนดังมาจากโรงเลี้ยง 5 นัด สักพักเห็นนายหมานถืออาวุธปืนสั้น แสตนเลสสีขาวด้วยมือข้างขวาวิ่งผ่านไป จำเลยขึ้นไปบนโรงเลี้ยงพบว่านายทรงพักตร์ถูกยิงถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ และนายโด่งถูกลูกหลงเข้าที่หัวเข่าซ้ายได้รับบาดเจ็บ ต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องนายชำนาญหรือสมาน และนายภิญโญ ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร โดยวันที่ 28 มีนาคม 2556 จำเลยเบิกความเป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วมต่อศาลชั้นต้น แต่บ่ายเบี่ยงที่จะยืนยันว่าคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงนายทรงพักตร์ ผู้ตาย คือ นายหมานหรือสมาน และคนร้ายที่ขับรถยนต์พานายหมานหรือสมานมายิงผู้ตายคือ นายภิญโญ แต่กลับเบิกความว่า ได้ยินชาวบ้านพูดกันว่า นายหมานเป็นคนยิง และรถยนต์เป็นของนายภิญโญ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์บรรยายมาในฟ้องเพียงว่าจำเลยให้การแก่พนักงานสอบสวนอย่างหนึ่ง แล้วมาเบิกความต่อศาลอีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่ตรงกับที่ให้การไว้ในชั้นสอบสวน แต่โจทก์มิได้บรรยายว่าอย่างไหนเป็นความเท็จอย่างไหนเป็นความจริง หรือความจริงเป็นอย่างไร เพื่อยืนยันว่าการเบิกความในศาลเป็นความเท็จ ทำให้จำเลยไม่เข้าใจคำฟ้องของโจทก์ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล โดยกล่าวถึงเนื้อหารายละเอียดทั้งหมดแห่งคำเบิกความของจำเลยที่แตกต่างจากคำให้การที่จำเลยเคยให้การไว้ในชั้นสอบสวน ซึ่งคำเบิกความดังกล่าวเป็นเท็จ เป็นการเบิกความเท็จในข้อสำคัญ อันเป็นการยืนยันแล้วว่าข้อความที่จำเลยเบิกความต่อศาลนั้นเป็นความเท็จ และความจริงเป็นดังที่จำเลยเคยให้การไว้ในชั้นสอบสวน จึงถือว่าโจทก์ได้บรรยายแล้วว่าความจริงเป็นอย่างไร ทั้งโจทก์ยังบรรยายด้วยว่า การที่จำเลยไม่ได้เบิกความยืนยันระบุชื่อคนร้ายที่พาคนไปยิงผู้ตายและหลบหนี เป็นการเบิกความเท็จในข้อสำคัญ และเป็นการช่วยเหลือจำเลยในคดีดังกล่าวมิให้รับโทษอาญา โดยได้ระบุฐานความผิดและระวางโทษตามกฎหมาย ถือว่าฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์อ้างว่าจำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลจังหวัดพัทลุง มูลคดีจึงเกิดในท้องที่ของสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทลุง พนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทลุงจึงเป็นผู้มีอำนาจสอบสวน แต่คดีนี้ได้ความว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรป่าพะยอมเป็นผู้สอบสวนคดี ซึ่งมิได้เป็นท้องที่ที่มูลคดีเกิด พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรป่าพะยอมไม่มีอำนาจสอบสวน พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า คดีนี้ได้ความว่าร้อยตำรวจโท สมจิตร ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรป่าพะยอม ได้รับมอบหมายให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดพัทลุงได้มีหนังสือแจ้งว่า จำเลยได้ไปเบิกความต่อศาลและกลับคำให้การในชั้นสอบสวนในข้อสาระสำคัญแห่งคดีโดยมีเจตนาช่วยเหลือจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าว ขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยในควา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง