ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539

ฎีกาที่ 17/2539

หลักกฎหมาย

คำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสี่กับ ร. และ ส. ไม่ปรากฏว่าก่อนและขณะเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสี่แสดงกิริยาหรือวาจาอันเป็นเหตุให้จำเลยโกรธเคืองหรือไม่พอใจผู้เสียหายทั้งสี่และได้ความจากผู้เสียหายทั้งสี่ด้วยว่าไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยอีกทั้งสภาพบริเวณเกิดเหตุที่ผู้เสียหายทั้งสี่นั่งล้อมวงคุยกันเป็นทุ่งนาโล่งกว้างต่ำกว่าจุดที่จำเลยอยู่และใกล้วิถีกระสุนปืนซึ่งง่ายต่อการถูกกระสุนปืนที่จำเลยยิงมาอยู่มากแต่กระสุนปืนที่จำเลยยิงไป1นัดก็ไม่ถูกผู้ใดและไม่ปรากฏร่องรอยกระสุนปืนที่พื้นดินบริเวณนั้นด้วยนอกจากนี้ยังคงมีกระสุนปืนเหลืออยู่ในแม็กกาซีนถึง7นัดในสภาพพร้อมยิงได้ทันทีแต่จำเลยไม่ได้ใช้ยิงเลยโดยไม่ปรากฏสิ่งใดขัดขวางประกอบกับเหตุเกิดกระทันหันในเวลากลางคืนโดยจำเลยใช้อาวุธปืนสั้นยิงออกไปคนละทางกับ ร.ผู้ขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวตัดหน้ารถจำเลยซึ่งก่อเหตุการณ์ให้จำเลยยิงปืนโอกาสที่พยานจะไม่ทันสังเกตว่าจำเลยจ้องปืนไปทางใดย่อมมีอยู่มากพฤติการณ์ที่กล่าวมาแสดงว่าจำเลยใช้ปืนยิงไปคนละทางกับผู้เสียหายทั้งสี่โดย ไม่มี เจตนายิงประทุษร้ายไปทางผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ว่าจำเลยยิงปืนขึ้นฟ้า พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอฟังลงโทษจำเลยฐาน พยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสี่

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ ฟ้อง ว่า เมื่อ วันที่ 7 มกราคม 2536 เวลา กลางคืน หลัง เที่ยงจำเลย ได้ กระทำ ความผิด ต่อ กฎหมาย หลายกรรม ต่างกัน กล่าว คือ จำเลยพา อาวุธปืน สั้น ออโต เมติ กขนาด 9 มม. หมายเลข ทะเบียน สฎ 17/17ของ จำเลย ที่ ได้รับ ใบอนุญาต ให้ มี และ ใช้ จาก นายทะเบียน จำนวน 1 กระบอกพร้อม กระสุนปืน ขนาด 9 มม. จำนวน 8 นัด ติดตัว ไป ใน เมือง หมู่บ้านทางสาธารณะ บริเวณ ถนน ท่าเรือทรัพย์ทวี ตำบล ท่าเรือ อำเภอ บ้านนาเดิม จังหวัด สุราษฎร์ธานี โดย ไม่ได้ รับ ใบอนุญาต ให้ มี อาวุธปืน ติดตัว ทั้ง ไม่มี เหตุจำเป็น และ เร่งด่วน ตาม สมควร แก่พฤติการณ์ และ จำเลย ได้ ใช้ อาวุธปืน ดังกล่าว ยิง นาย วิจิตร หนูสุข กับพวก รวม 4 คน ผู้เสียหาย จำนวน 1 นัด โดย มี เจตนาฆ่า ผู้เสียหายทั้ง สี่ ให้ ถึงแก่ความตาย จำเลย ลงมือ กระทำ ความผิด ไป โดย ตลอด แล้วแต่ ไม่บรรลุผล เนื่องจาก กระสุนปืน ไม่ ถูก ผู้เสียหาย ทั้ง สี่ ผู้เสียหายทั้ง สี่ จึง ไม่ถึง แก่ ความตาย สม ดัง เจตนา ของ จำเลย เหตุ เกิด ที่ตำบล ท่าเรือ และตำบลทรัพย์ทวี อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัด สุราษฎร์ธานี เกี่ยวพัน กัน เจ้าพนักงาน ยึด ได้ ปลอก กระสุนปืนจำนวน 1 ปลอก จาก บริเวณ ที่เกิดเหตุ และ จับ จำเลย ได้ พร้อม ด้วยอาวุธปืน และ กระสุนปืน ขนาด 9 มม. จำนวน 7 นัด ซอง กระสุนปืน 1 ซองซอง พก 1 ซอง ที่ จำเลย พกพา และ ใช้ ใน การกระทำ ความผิด เป็น ของกลางขอให้ ลงโทษ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288พระราชบัญญัติ อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและ สิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ , 72 ทวิ และ ริบของกลาง ทั้งหมด จำเลย ให้การ ปฏิเสธ ศาลชั้นต้น พิพากษา ว่า จำเลย มี ความผิด ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบ มาตรา 80 พระราชบัญญัติ อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และ สิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง , 72 วรรคสาม ฐาน พยายามฆ่าผู้อื่น ลงโทษ จำคุก10 ปี ฐาน พา อาวุธปืน โดย ไม่ได้ รับ อนุญาต จำคุก 1 ปี เป็น ความผิดหลายกรรม ต่างกัน ให้ เรียง กระทง ลงโทษ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91รวม จำคุก 11 ปี ทางนำสืบ ของ จำเลย เป็น ประโยชน์ แก่ การ พิจารณา อยู่ บ้างมีเหตุ บรรเทา โทษ ลดโทษ ให้ หนึ่ง ใน สี่ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คง จำคุก 7 ปี 15 เดือน ของกลาง ทั้งหมด เป็น ทรัพย์ ที่ ใช้ ใน การกระทำความผิด จึง ให้ริบ จำเลย อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษาแก้ เป็น ว่า จำเลย มี ความผิด ตามพระราชบัญญัติ อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและ สิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ,72 ทวิ วรรคสอง จำคุก 1 ปี และ ปรับ 2,000 บาท ลดโทษ หนึ่ง ใน สี่ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คง จำคุก 9 เดือน และ ปรับ 1,500 บาทโทษ จำคุก ให้ รอการลงโทษ ไว้ มี กำหนด 2 ปี ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระ ค่าปรับ จัดการ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ข้อหา อื่น ให้ยก นอกจาก ที่ แก้ ให้ เป็น ไป ตาม คำพิพากษา ศาลชั้นต้น โจทก์ ฎีกา ศาลฎีกา วินิจฉัย ว่า "ทางพิจารณา โจทก์ นำสืบ ว่า เมื่อ วันที่7 มกราคม 2536 เวลา ประมาณ 20 นาฬิกา นาย วิจิตร หนูสุข นาย เคล้า สุขมาศ นายจีระวัฒน์ จามิกร นายยุทธศักดิ์ หนูสุข ซึ่ง เป็น ผู้เสียหาย ทั้ง สี่ พร้อม ด้วย นาย สมพร หนูสุข และ นาง ริญญา สุขมาศ ช่วย กัน หา มโค นาย เคล้า ขึ้น รถ เสร็จ แล้ว ผู้เสียหาย ทั้ง สี่ พา กัน ไป นั่ง คุย กัน อยู่ ที่ บน คัน คลอง ลำพูน ห่าง จาก หัว สะพาน ข้าม คลอง ประมาณ 10 เมตร ส่วน นาง ริญญา จะ เลี้ยว รถจักรยานยนต์ เพื่อ ขับ กลับ บ้าน ทันใดนั้น จำเลย ขับ รถจักรยานยนต์ ผ่าน มารถจักรยานยนต์ ของ นาง ริญญา จึง ตัด หน้า รถจักรยานยนต์ ของ จำเลย จำเลย พูดจา ต่อว่า นาง ริญญา จาก นั้น ก็ ขับ รถจักรยานยนต์ ไป จอด บน หัว สะพาน แล้ว ลง จาก รถ พร้อม ทั้ง ชัก อาวุธปืน สั้น ขนาด 9 มม. ออก มา แล้วพูด ว่า "พวก มึง ใหญ่ มาก นะ" แล้ว ยิง เข้า ไป ใน กลุ่ม ผู้เสียหาย ทั้ง สี่จำนวน 1 นัด แต่ กระสุนปืน ไม่ ถูก ผู้ใด จาก นั้น จำเลย ขับ รถจักรยานยนต์หลบหนี ไป จ่าสิบตำรวจ สมหมาย แซ่ลิ้ม ได้รับ แจ้งเหตุ แล้ว ก็ ติดตาม จับกุม จำเลย ได้ บน ถนน ห่าง ที่เกิดเหตุ ประมาณ 1 กิโลเมตร ทำการ ตรวจค้นจำเลย ยึด ได้ อาวุธปืน สั้น ขนาด 9 มม. พร้อม กระสุนปืน บรรจุ อยู่ ในแม็กกา ซีนอีก 7 นัด เป็น ของกลาง พนักงานสอบสวน และ จ่าสิบตำรวจ สมหมาย ร่วมกัน ตรวจ สภาพ อาวุธปืน และ เครื่องกระสุนปืน ของกลาง แล้ว ปรากฏว่า ใช้ ยิง ได้ ตาม บันทึก การ ตรวจ สภาพ อาวุธปืน และ เครื่องกระสุนปืนของกลาง เอกสาร หมาย จ. 3 ชั้น จับกุม และ สอบสวน จำเลย ให้การ ปฏิเสธตาม บันทึก การ จับกุม และ บันทึก คำให้การ ของ ผู้ต้องหา เอกสาร หมาย จ. 1และ จ. 4 อาวุธปืน ของกลาง ของ จำเลย ได้รับ ใบอนุญาต ให้ มี
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17/2539 · ทนอย Thanoy