ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2536

ฎีกาที่ 1708/2536

หลักกฎหมาย

โจทก์รับฝากขายสินค้าผงชูรสและผลิตภัณฑ์พลอยได้จากผงชูรสให้แก่บริษัท อ. โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินที่เรียกว่า"ค่าบริการดำเนินการจัดธุรกิจให้กับผู้อื่น" หรือ "คอนซายน์เมนท์ฟี"เป็นรายเดือนตามอัตราแน่นอนที่กำหนดไว้ในสัญญา โดยไม่คำนึงถึงยอดขายสินค้าว่าจะเป็นจำนวนเท่าใด เหตุที่มีการกำหนดค่าตอบแทนแน่นอนตายตัวก็เนื่องจากบริษัท อ. ได้มอบรถยนต์ของตนจำนวน60-70 คัน ต่อเดือนให้โจทก์ใช้เป็นยานพาหนะในการจำหน่ายสินค้าโดยไม่เสียค่าตอบแทน ซึ่งหากบริษัท อ. ไม่ได้ให้รถยนต์โจทก์ใช้โดยไม่เสียค่าตอบแทนแล้ว โจทก์จะต้องมีรายจ่ายเกี่ยวกับยานพาหนะในการประกอบกิจการและย่อมเป็นการแน่นอนว่าการกำหนดค่าบริการหรือค่าตอบแทนอันเป็นรายรับหรือเงินได้ของโจทก์จะต้องสูงขึ้นเพราะต้องคิดคำนวณต้นทุนในเรื่องยานพาหนะเพิ่มขึ้นและคงไม่กำหนดค่าตอบแทนเป็นจำนวนแน่นอนตายตัว การที่บริษัท อ. ได้ให้โจทก์ใช้รถยนต์โดยไม่เสียค่าตอบแทนจึงเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทนหรือค่าบริการที่บริษัท อ. ให้แก่โจทก์นอกเหนือไปจากค่าตอบแทนที่กำหนดไว้เป็นจำนวนตายตัวในสัญญา ถือได้ว่าเป็นประโยชน์ที่โจทก์ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน จึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 และเป็นรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่โจทก์กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีซึ่งจะต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 ทั้งเป็นประโยชน์อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการประกอบการค้าอันถือได้ว่าเป็นรายรับตามมาตรา 79 ที่จะต้องเสียภาษีการค้าตามมาตรา 78 ด้วย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายและให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยทั้งสี่ให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ชอบด้วยเหตุผลแห่งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายแล้ว ขอศาลพิพากษายกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ที่โจทก์ได้รับจากการใช้รถยนต์โดยไม่เสียค่าตอบแทนคำขอให้เพิกถอนในประเด็นข้ออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัท จำกัดมีบริษัทอายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ด้วยโจทก์ประกอบกิจการค้าสินค้าเส้นบะหมี่ยำยำ เส้นหมี่ยำยำ หรือผลิตภัณฑ์สินค้ายำยำอย่างอื่น และรับฝากขายผลิตภัณฑ์อายิโนะโมะโต๊ะของบริษัทอายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัดโดยได้รับค่าตอบแทนในรูป ค่าบริการดำเนินการจัดธุรกิจให้กับผู้อื่นเป็นรายเดือนตามที่ตกลงไว้ในสัญญา โดยไม่คำนึงว่ายอดขายจะเป็นเท่าใดในการจำหน่ายสินค้าดังกล่าวบริษัทอายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย)จำกัด ได้มอบรถยนต์ให้โจทก์ใช้เป็นพาหนะในการจำหน่ายสินค้าของโจทก์และของบริษัทอายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด โดยไม่เสียค่าตอบแทน เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2521 เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของจำเลยได้ออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรเพื่อตรวจสอบการเสียภาษีอากรของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2517-พ.ศ. 2521 หลังจากทำการตรวจสอบแล้ว เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2523โจทก์ได้รับแบบคำสั่งให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้าจากเจ้าพนักงานประเมิน แจ้งให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล เงินเพิ่มและภาษีการค้า เบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับปี พ.ศ. 2517-พ.ศ.2521 เป็นเงินทั้งสิ้น12,707,188.65 บาท โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ประกอบด้วยจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 มีคำวินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีการค้าลดลงเหลือต้องชำระทั้งสิ้น 7,341,400.11 บาท การที่เจ้าพนักงานประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีการค้าเพิ่ม ก็โดยเหตุที่ว่าโจทก์ได้รับประโยชน์จากการได้ใช้รถยนต์ของบริษัทอายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย)จำกัด โดยไม่เสียค่าตอบแทน ประโยชน์ดังกล่าวสามารถนำมาคำนวณเป็นเงินได้และรายรับได้ ค่าโฆษณาและของแถมที่เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าขาดหลักฐานไม่ถือเป็นรายจ่ายตามมาตรา 65 ตรี(18) และค่ารับรองที่เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวและเกินสมควรไม่ถือเป็นรายจ่ายตามมาตรา 65 ตรี(3)(4)ซึ่งประเด็นเรื่องค่าโฆษณา ของแถมและค่ารับรองโจทก์ไม่ติดใจโต้แย้งในชั้นพิจารณาจึงเป็นอันยุติไปตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คดีคงมีปัญหาเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับประโยชน์จากการได้ใช้รถยนต์ตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อศาลฎีกาว่า ประโยชน์ที่โจทก์ได้รับจากการได้ใช้รถยนต์โดยไม่เสียค่าตอบแทนนั้นเป็นเงินได้และรายรับจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำหรือเนื่องจากประกอบการค้าในอันที่จะต้องนำมาคำนวณเป็นกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือเพื่อเสียภาษีการค้าหรือไม่ซึ่งจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาว่า ประโยชน์ที่โจทก์ได้รับจากการได้ใช้รถยนต์โดยไม่เสียค่าตอบแทนเป็นส่วนหนึ่งของค่าบริการดำเนินการจัดธุรกิจให้กับผู้อื่นหรือคอนซายน์เมนท์ฟี(Consignment fee) นอกเหนือจากจำนวนเงินที่กำหนดไว้ในสัญญาฝากขายหากโจทก์มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์เพิ่มขึ้น โจทก์ก็ควรจะมีเงินได้หรือรายรับในการรับฝากขายสินค้าได้สูงขึ้น ดังนั้น เงินได้หรือรายรับที่เพิ่มขึ้นนี้โจทก์ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีด้วยนั้นเห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 ได้บัญญัติความหมายของคำว่า"เงินได้พึงประเมิน" ไว้ว่า หมายความว่า "เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน" นอกจากนี้มาตรา 65 บัญญัติว่า "เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี ฯลฯ" สำหรับกรณีภาษีการค้า มาตรา 78 บัญญัติว่า "ผู้ประกอบการค้าตามที่ระบุในบัญชีอัตราภาษีการค้าท้ายหมวดนี้ มีหน้าที่เสียภาษีการค้าจากรายรับของทุกเดือนตามอัตราในบัญชีอัตราภาษีการค้าดังกล่าวนั้น" และมาตรา 79 บัญญัติว่า "รายรับ"หมายความว่า เงิน ทรัพย์สินค่าตอบแทนหรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับห
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง