คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546
ฎีกาที่ 171/2546
หลักกฎหมาย
ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ส. ผู้ตาย โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อปี 2478 หลังจากนั้นปี 2490 ผู้ร้องและผู้ตายร่วมกันซื้อและจับจองที่ดินพิพาทแล้วใส่ชื่อผู้ตายเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว โดยผู้ร้องมีสินเดิมแต่ผู้ตายไม่มีสินเดิม ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินสมรสซึ่งเป็นของผู้ร้องสองในสามส่วน อันเป็นส่วนหนึ่งของสินบริคณห์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม มาตรา 1462 วรรคสอง และไม่ปรากฏว่าผู้ร้องกับผู้ตายได้ทำสัญญาก่อนสมรสให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการสินบริคณห์หรือให้จัดการร่วมกับผู้ตาย ที่ดินพิพาทจึงมิใช่สินเดิมของผู้ร้องหรือสินสมรสที่ผู้ร้องได้มาโดยทางยกให้หรือพินัยกรรมและการจำหน่ายที่ดินพิพาทมิใช่เป็นการยกให้โดยเสน่หา ผู้ตายจึงมีอำนาจจัดการจำหน่ายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินบริคณห์ได้แต่ผู้เดียวโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ร้องก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 เดิม มาตรา 1468 และ 1473 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้นและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 ก็ระบุให้กองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายตลอดทั้งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ ดังนั้นเมื่อผู้ตายทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในปี 2515 และผู้ตายถึงแก่ความตายปี 2521 สิทธิในการรับชำระเงินและหน้าที่ในการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินตามสัญญาที่ผู้ตายทำไว้ก่อนตายจึงเป็นกองมรดกของผู้ตาย การที่โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยอ้างว่าผู้ตายผิดสัญญาไม่ยอมโอนที่ดินพิพาทและรับค่าที่ดินไปจากโจทก์ จึงเป็นการเรียกร้องสิทธิในฐานะเจ้าหนี้กองมรดกของผู้ตายเพื่อบังคับต่อทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้ตายให้โอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามสัญญา และการที่จำเลยต่อสู้คดีแต่ในที่สุดก็ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ก็เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกเพื่อชำระหนี้ของผู้ตายที่มีอยู่ก่อนตาย และเพื่อนำทรัพย์สินที่เหลือมาแบ่งปันแก่ทายาทผู้ตายอันเป็นการจัดการทรัพย์มรดกตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1719 ซึ่งเมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติตามโจทก์ย่อมขอให้บังคับคดีให้จำเลยดำเนินการโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ได้ และแม้ผู้ร้องจะมีสิทธิในที่ดินพิพาทสองในสามส่วนก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องเรียกร้องหรือว่ากล่าวแก่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายให้นำค่าที่ดินพิพาทที่โจทก์ชำระตามคำพิพากษาตามยอมมาแบ่งแก่ผู้ร้องตามสิทธิที่มีอยู่ก่อนการแบ่งปันมรดกแก่ทายาท ผู้ร้องไม่อาจขอกันส่วนในที่ดินพิพาทได้
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 1462 (เดิม)ป.พ.พ. 1468 (เดิม)ป.พ.พ. 1473 (เดิม)ป.พ.พ. 1474ป.พ.พ. 1600ป.พ.พ. 1719ป.วิ.พ. 271ป.วิ.พ. 287
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ขายและโอนกรรมสิทธิ์กับสิทธิครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2523 ความว่า จำเลยยอมตกลงขายที่ดินที่ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 40,000,000 บาทการโอนและการชำระเงินโจทก์จำเลยตกลงกัน ดังนี้ งวดที่หนึ่งภายในกำหนด 4 เดือนนับแต่วันทำยอม จำเลยจะโอนที่ดินซึ่งมีโฉนดแล้วคือโฉนดเลขที่ 1111 และ 838 ให้แก่โจทก์ โจทก์จะจ่ายเงินให้แก่จำเลยในวันโอน 5,000,000 บาท งวดที่สองภายในกำหนด5 เดือน นับจากวันพ้นกำหนดงวดที่หนึ่ง จำเลยจะจัดการโอนที่ดินซึ่งมีโฉนดแล้วคือโฉนดเลขที่ 1525, 1647, 1602 และ 1636 ให้แก่โจทก์ โจทก์จะจ่ายเงินให้แก่จำเลยในวันโอน 6,000,000 บาท งวดที่สามที่ดินส่วนที่เหลือซึ่งยังไม่มีโฉนด จำเลยจะเป็นผู้จัดการออกโฉนด เมื่อออกโฉนดแล้วเสร็จเมื่อใดก็จะแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อกำหนดวันโอนและชำระเงิน หากโจทก์ชำระราคาที่ดินในการโอนงวดใดไม่ได้ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันได้รับทราบการแจ้งของจำเลย โจทก์ยอมให้ถือว่าโจทก์สละสิทธิที่จะไม่ซื้อที่ดินตามโฉนดเหล่านั้น ต่อมาปรากฏว่างวดที่หนึ่งโจทก์จำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวถูกต้อง แต่งวดที่สองศาลฎีกาพิพากษาว่าถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงมีผลเท่ากับสละสิทธิในการซื้อที่ดินงวดที่สอง ส่วนงวดที่สามศาลฎีกาพิพากษาให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีคำสั่งให้จำเลยทำการโอนและส่งมอบที่ดินให้โจทก์ที่ดินที่จำเลยดำเนินการออกโฉนดแล้วจำนวน16 แปลง คือ โฉนดเลขที่ 3258, 3259, 3357, 3456, 3498, 3558, 3659, 3660,3661, 3662, 3663, 3716, 3717, 3718, 3719 และ 3720 ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ภายใน 15 วัน โดยให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 22,066,325 บาทแก่จำเลย กับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)ให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน โดยให้โจทก์ชำระเงินตามราคาประเมินของทางราชการ หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาซึ่งออกตามสัญญาประนีประนอมยอมความแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ส่วนที่ดินที่มีแต่แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ซึ่งจดทะเบียนโอนยังไม่ได้ให้จำเลยส่งมอบการครอบครองแก่โจทก์ภายใน 30 วัน โดยให้โจทก์ชำระเงินตามราคาประเมินของทางราชการแก่จำเลยในวันที่รับมอบการครอบครอง การชำระเงินค่าที่ดินของโจทก์ในงวดที่สามนี้หากชำระครบ 29,000,000 บาท เมื่อใด ถือว่าได้ชำระครบถ้วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความตั้งแต่นั้นแล้วแต่จำเลยไม่โอนที่ดินและส่งมอบที่ดินงวดที่สามแก่โจทก์ โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสด กูรมะโรหิตที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นสินสมรสของผู้ร้องสองในสามส่วนเพราะขณะทำการสมรสผู้ร้องมีสินเดิมแต่ฝ่ายเดียว ต่อมาเมื่อนายสดถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ร้องทวงถามจำเลยให้แบ่งสินสมรสและมรดกแก่ผู้ร้อง แต่จำเลยไม่จัดการให้ ผู้ร้องและทายาทจึงร่วมกันฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน2534 ให้แบ่งสินสมรสและมรดก ภายหลังฟ้องแล้วผู้ร้องจึงทราบว่า จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงโอนขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์และศาลพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยปกปิดเรื่องที่โจทก์ฟ้องมาตลอด ผู้ร้องไม่เคยให้ความยินยอมหรือให้สัตยาบันในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยกระทำโดยพลการและนอกเหนืออำนาจผู้จัดการมรดก โจทก์จะบังคับให้จำเลยโอนที่ดินและส่งมอบการครอบครองที่ดินทั้งหมดแก่โจทก์ไม่ได้ ขอให้มีคำสั่งให้กันส่วนที่ดินที่จะบังคับคดีแก่ผู้ร้องสองในสามส่วน หากไม่สามารถแบ่งเป็นส่วนสัดได้ก็ขอให้ขายทอดตลาดที่ดินทั้งหมดแล้วกันเงินส่วนที่ได้จากการขายทอดตลาดสองในสามส่วนแก่ผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ได้เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสดกูรมะโรหิต หากผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องก็ไม่ได้มีสินเดิมแต่ฝ่ายเดียวนายสดก็มีสินเดิมก่อนสมรสเช่นกัน ที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ใช่สินสมรส แต่เป็นสินส่วนตัวของนายสดแต่ผู้เดียว นายสดทำสัญญาจะขายที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์เมื่อปี 2515 เมื่อนายสดถึงแก่ความตาย โจทก์ได้บอกกล่าวให้ทายาทของนายสดทุกคนรวมทั้งผู้ร้องให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและส่งมอบการครอบครองที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายแก่โจทก์ พร้อมรับชำระเงินค่าที่ดิน แต่ทายาทของนายสดทั้งหมดปฏิเสธโจทก์จึงฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดต่อศาลชั้นต้น ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและมีการบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ผู้ร้องและทายาทของนายสดทุกคนทราบดีไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้านจนกระทั่งคดีถึงที่สุด จำเลยจะต้องโอนที่ดินงวดที่สามแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ผู้ร้องจึ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง